โดยปรกติแล้ว มันเป็นธรรมดาที่ผู้ว่าจ้างงาน ก็มักอยากจะได้ราคาการจัดจ้างที่ถูกที่สุด ในขณะที่ผู้ทำงานก็อยากจะได้ ราคาที่ดีที่สุด
และก่อนอื่นเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับรายละเอียดต่างๆดังนี้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคำนวณราคาให้เหมาะสมกับเนื้องาน
ต้องเข้าใจรูปแบบของงานก่อนจึงจะตีราคาได้เหมาะสม นายจ้างต้องรู้ก่อนว่างานของตัวเองเป็นลักษณะไหน ก่อนที่จะตั้งราคาค่าจ้างลงไป รวมถึงนักเขียนเองก็ต้องคำนวณให้เหมาะสม ก่อนที่จะเกิดปัญหารับงานไปทำแล้วพบว่าไม่คุ้มราคา จนเกิดปัญหากันภายหลังอย่างเช่นการทิ้งงานเป็นต้น
ดังนั้นขอให้พิจารณา งานที่จะทำด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้
ประเด็นที่1 ความยากง่ายของงาน
ความยากง่ายของงาน ต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นงานสไตล์ไหน ข้อมูลหายากแค่ไหน ข้อมูลมีมากน้อยเพียงใด และข้อมูลจะเริ่มไปตันตรงที่ปริมาณกี่บทความ
เพราะสำหรับบางเรื่องหากว่าไอเดีย มันเริ่มตัน มันก็จะกลายเป็นจากเรื่องง่ายๆกลายเป็นเรื่องยากๆทันที
นอกจากนี้ยังต้องดูด้วยว่า เรื่องราวเหล่านั้นมีประเด็นให้เขียนเยอะหรือไม่ หากว่ามีไม่กี่ประเด็น นักเขียนก็อาจจะถูกเลิกจ้างได้โดยง่ายเมื่องานนั้นได้ประเด็นครบแล้ว
นอกจากนี้เรื่องที่เขียนต้องพิจารณาเรื่อง ความต้องการความแม่นยำของข้อมูลด้วย เพราะหากว่าเป็นเรื่องที่ล่อแหลมชี้เป็นชี้ตายได้ เช่นเรื่องการแพทย์ เรื่องการทานยา เรื่องการดูแลเด็กอ่อน เหล่านี้เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงในการรับงานหากว่าท่านไม่รู้จริง อย่านั่งเทียนเขียนเพราะมันจะเป็นภัยต่อสังคม
แม้ว่าจะมีข้อมูลให้หาอ่านได้ในเนท แต่ทว่าหลายๆอย่างนั้นมันมีผลข้างเคียง และมันมีรูปแบบเฉพาะในการใช้ อีกทั้งมันต้องมีข้อมูลเสริมข้อมูลกำกับอีกมาก ดังนั้นจึงอย่าเสี่ยงดีกว่า
นอกจากนี้ในเรื่องความยากง่ายนั้น ต้องพิจารณาถึง วงการที่จะเขียนอีกด้วย
หากเป็นเรื่องที่ต้องเขียนไปด้วยและ ต้องขับไอเดียด้วยพลังล้นเหลือ นี่ย่อมหมายถึงความยากมากขึ้น
ต้องตระหนักว่าคนเราอาจจะขับไอเดียดีๆออกจากสมองได้โดยง่าย แต่หากต้องขับไอเดียแบบจงใจขับออกมา แถมยังต้องเอาออกมารองรับงานหลายๆบทความต่อวัน สมองจะเกิดอาการล้าเอาง่ายๆและสะสมหลายวันเข้า จะถึงจุดที่หัวสมองเกิดอาการมึนตื้อ ได้แน่นอน
ต้องพิจารณากันให้แน่เสียก่อนว่า เป็นบทความแบบไหนระดับใด
(เรื่องของ ระดับบทความ สามารถหาอ่านได้ในบล๊อคนี้)
งานแต่ละงานมีค่าวิชาชีพไม่เหมือนกัน
งานบางงานเป็นเพียงการหาข้อมูลในเนทมาเขียน ลอกบ้า งก๊อปปี้บ้าง รีไรท์บ้าง นำมาเล่าใหม่บ้าง
งานบางงานต้องอาศัยความสามารถส่วนตัวที่สั่งสมมาในการ วิเคราะและจับประเด็นของเนื้อหา
งานบางงานต้องอาศัยวิชาความรู้ส่วนตัวที่สั่งสมเหนื่อยยากร่ำเรียนมา
งานบางงานต้องใช้สมองใช้ไอเดียครีเอทออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งทำให้จะไปยึดเอาราคาในงานหนึ่งและไปสั่งให้นักเขียนทำอีกงานหนึ่ง ก็มักจะไปกันไม่ยืนยาว
อย่างเช่นนายจ้างบางท่าน ประกาศจ้างใน ราคาแบบ งานเขียนแบบรีไรท์ ซึ่งจะอยู่ในระดับ100ตัวอักษร ต่อ10-15บาท
แต่จะเอาเนื้อหาแบบให้นักเขียน ครีเอทคิดขึ้นเองใช้ไอเดียกลั่นกรองสมองขึ้นมาเอง ต้องการบทความคุณภาพเข้มข้น นั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะนักเขียนที่สามารถเขียนบทความระดับนั้น ได้ย่อมมีทางเลือกอยู่มากมายที่ดีกว่า
ประเด็นที่2 ภาษาที่ใช้
มีผู้ว่าจ้างหน้าใหม่หลายคน ที่ยังไม่เข้าใจสังคมของวงการ จัดจ้างนักเขียน ซึ่งโดยสภาพการณ์ทั่วไปแล้ว บทความที่ใช้ภาษาต่างประเทศ จะมีราคาที่สูงขึ้นไปอีกระดับ ซึ่งบรรดานักเขียนที่สามารถเขียนบทความต่างประเทศได้ คนกลุ่มนี้จะได้รับงานเข้าและค่าจ้างเยอะและมีงานสม่ำเสมอ มักจะไม่เหลือคนที่ให้นายจ้างหาเอาราคาถูกๆได้
ดังนั้นนายจ้างควรสืบราคาให้ดีก่อนทำการประกาศจ้าง เพราะสมัยนี้เพียงแค่รับจ้างแปลบทความก็มีราคาในระดับ ที่ไม่ใช่ถูกๆ
และยิ่งจะให้นักเขียนเขียนบทความขึ้นเองแล้วยังต้องเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
ยิ่งเป็นเรื่องยากไปใหญ่ที่ นายจ้างจะหานักเขียนแบบนี้ได้ในราคาถูกๆ
ประเด็นที่3 นักเขียนที่รับงานราคาถูกๆมีไหม จะหาได้ที่ไหน
ตามสภาพการณ์ความเป็นจริงนั้น นักเขียนที่รับงานราคาถูกๆกว่าทั่วไป มักจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ผู้ว่างงาน หรือผู้ที่อยากมีรายได้พิเศษพยายามผลักดันตัวเองให้ทำงานนี้ได้
แต่ทว่าความเป็นจริงก็คือ แรกๆนักเขียนแบบนี้จะดีใจที่ได้งาน และจะตั้งใจทำงาน แต่ เมื่อนักเขียนเหล่านี้เกิดความชำนาญพอ และเริ่มรู้เรื่องรู้ราว ช่องทางในวงการนี้ นักเขียนเหล่านี้จะพบโอกาศใหม่สองทาง
นั่นก็คือ
1. เขียนเองทำเว็บเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอน หากนักเขียนคนนั้นเขียนได้เก่งและเขียนได้เยอะต่อวัน เขาย่อมจะพิจารณาถึงการมีเว็บเป็นของตัวเอง การมีบทความที่ฝังยาวนานอยู่ในเว็บตัวเอง
นั้นมันดีมากกว่า และมีโอกาศหารายได้ ได้ยืนยาวกว่า การจะเขียนเอาไปแลกกับเงินไม่กี่บาทต่อบท แล้วสูญเสียบทความไป ทำงานผ่านวันผ่านเดือนโดยที่ไม่มีบทความเป็นของตัวเอง
การสะสมบทความมาทำเวปของตนเองจึงเป็นช่องทางที่ น่าสนกว่ามาก เว้นแต่เขาจะได้ค่าจ้างที่พอใจจริงๆ
2.นักเขียนที่มีความเก่งขึ้น มักจะได้โอกาศดีๆเข้ามาอย่างรวดเร็วและถึงตัว เพราะงานนี้มันคืองานที่ไม่ต้องอ้างวุฒิปริญญา แต่มันคืองานที่ เนื้องานดีหรือไม่ดี ผู้คนก็ดูเอาได้เห็นๆจากสายตา ดังนั้นเปรียบดั่งมีกระบี่อยู่ที่มือ สามารถไปเขียนตัวอย่างให้นายจ้าง ที่ให้ค่าจ้างดีๆ รายอื่นๆต้องการตัวได้โดยง่าย
และนักเขียนดีๆมักจะมีงาน ที่เสนอค่าจ้างให้สูงกว่า เข้ามาเสมอ ดังนั้นความเป็นจริงก็คือ แทบไม่มีนักเขียนคนไหนที่ยอมอยู่ในงานที่กดราคา ได้นาน เมื่อมีโอกาศก็ย่อมจากไป และปัญหานี้เป็นปัญหายอดฮิตที่บรรดานายจ้างหลายๆคนมักจะบ่นเสมอ เกี่ยวกับเรื่องนักเขียนชอบหายไปดื้อๆ
ดังนั้นนักเขียนที่จะอยู่รับงานราคาถูกได้มักจะเป็นนักเขียนดังนี้
1.นักเขียนหน้าใหม่ที่รอวันพัฒนาฝีมือ
2.นักเขียนที่มีฝีมือยังไม่เก่ง เขียนพอได้รีไรท์พอได้ แต่สร้างบทความระดับคุณภาพ สร้างชื่อเสียงให้เว็บนำไปแข่งขันกับคู่แข่ง ไม่ได้ แต่แน่นอนว่าแม้ทักษะในระดับรีไรท์ ก็จะทำให้นักเขียนอยากไปรีไรท์ทำเว็บตัวเอง
3.นักเขียน ที่จอมขยันสุดๆ คือ อาจเป็นนักเขียนที่ฝีมือดี แต่ว่ารับงานไว้กับตัวเยอะมาก งานค่าจ้างแพงๆรับไว้เยอะ แต่ยังเห็นว่ามีเวลาเหลืออยู่อีกนิดหน่อย ก็ยอมเอาเวลานั้นมาใส่งานค่าจ้างถูกๆได้ แต่เมื่อใดที่มีค่าจ้างที่ดีกว่าก็มีแนวโน้มที่จะตัดงานค่าจ้างถูกออกไป
และนักเขียนจอมขยันแบบนี้ คุณภาพของงานมักจะมากับความเมื่อยล้า และมีแนวโน้มที่จะเป็นบทความที่ค่อนข้างเล่นง่าย ไม่ปราณีตสร้างสรรค์ เพราะต้องผลิตจำนวนต่อวันมากๆ หรืออาจมีการจัดจ้างทีมงาน คือใช้ชื่อเสียงตัวเองรับหน้าเสื่อ แต่จากนั้นก็ไปจ้างคนทั่วไปอีกที ทำให้บทความไม่ได้เกิดจากฝีมือของคนนั้นอย่างแท้จริง
4.ผู้มีฝีมือในการเขียนแต่ยังหน้าใหม่ในการรับงาน คนเหล่านี้จะมีทักษะดีแต่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ในวงการของ การจัดจ้างงานเขียนบทความ ซึ่งหากเขาได้ทำไปสักระยะเขาจะรู้และเห็นช่องทางได้มากมาย ในระยะเวลาอันรวดเร็วและสุดท้ายเขาก็พบทางไปสู่ที่อื่นที่ดีกว่า
5. นักเขียน ที่สำคัญผิด เข้าใจผิดว่าวงการงานเขียนนี้สามารถใช้รูปแบบตัดราคากันได้
ซึ่งความเป็นจริงแล้วอย่างที่กล่าวก็คืองานเขียนบทความนี้เป็นงานที่นักเขียนผลิตได้จำนวนจำกัด
จะตัดราคาแค่ไหนก็ทำจำนวนได้แค่นั้น และนักเขียนที่เก่งมีฝีมือกันจริงๆ คงไม่ทนอยู่ในสภาพของราคาถูกๆแบบราคาในระดับตัดราคา ได้แน่นอน ดังนั้นรุปการณ์ธรรมชาติของนักเขียนจอมตัดราคาก็คือ นักเขียนที่ด้อยฝีมือและไร้ทางไป
ประเด็นที่4 นายจ้างมักคิดว่านักเขียนมีเยอะจึงกดราคา
ตามความเป็นจริงแล้ว นักเขียนคือมนุษย์ที่มีมือเพียงสองข้าง คน1คนทำงานแค่ไหนก็คือทำได้แค่นั้น
ไม่มีปัญญาไปทำได้เยอะเกินกว่าขีดจำกัดของร่างกาย ไม่สามารถจะเที่ยวแจกราคาถูกๆกวาดต้อนงานเข้าตัวเองหมดได้ นักเขียน1คน หากฝีมือธรรมดาเขียนได้วันละ4บทก็เก่งแล้ว หากฝีมือดีหน่อยก็ประมาณ6-10บทต่อวัน หากยอดมนุษย์หน่อยก็ 15-20บท และต้องมีช่วงพัก
ดังนั้นนักเขียน1คนเมื่อถูกนายจ้างอื่นๆจองตัวไว้แล้ว ก็หมายถึงตลาดนักเขียนถูกลดจำนวนคนลงไปแล้ว
โดยเฉพาะนักเขียนฝีมือดีก็ถูกจัดจ้างยาวกันไปหมด
และนายจ้างมักคิดว่างานเขียนคืองานที่ใครๆก็ทำได้ ใครๆก็อยากได้งานนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำงานแบบนี้ได้ดี ได้ไว และทนระยะยืนตามกำหนดงานได้
และรูปการณ์มักจะออกมาเป็น นายจ้างหน้าใหม่เสาะหานักเขียนราคาถูก แต่ลองเป็นรายๆไปถึงจะรู้
ว่าเจอแบบเขียนไม่เป็นเข้ามาก็มี เจอแบบเขียนมั่วมาก็มี เจอแบบลอกเขามาทั้งดุ้นก็มี
เจอแบบตัดแปะก็มี ส่วนนักเขียนคนไหนที่เริ่มจะเก่งเริ่มจะเป็นงาน นักเขียนเหล่านั้นก็ย่อมจะมีทางไปและจากไปในที่สุด
ในขณะที่ เว็บไซต์ทุกวันนี้ผลิตออกมามากต่อวัน และระบบเนื้อหาคุณภาพก็เริ่มมีส่วนสำคัญขึ้นทุกวัน
เว็บต่างๆที่ต้องการอนาคตอันสดใส ซึ่งแต่ละเว็บต้องใช้บทความจำนวนมาก
และต่างออกล่า นักเขียน ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ นักเขียนที่มีคุณภาพนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่มีเหลืออยู่ทั่วไป
ประเด็นที่5 นักเขียนเก่งๆ มีงานเข้ามามากมาย
โดยปรกติของนักเขียนที่เก่งๆ มีฝีมือ มีความสามารถไปสมัครที่ไหนก็มีแต่คนตกลงจ้างนั้น
คนแบบนี้จะมีงาน ทำเต็มเวลาแทบทั้งวัน และสิ่งที่พวกเขาต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพที่สุดนั่นก็คือ " เวลา" เวลาที่วันนึงต้องทำงานให้ได้หลายชิ้นงาน เท่าที่ไอเดียและร่างกายทำไหวและต้องทำออกมามีคุณภาพด้วย
ซึ่งนี่มักเป็นสิ่งที่นายจ้างบางคนมักไม่เข้าใจ เวลาสั่งงานมักจะบอกให้ทำสิ่งนั้นทำสิ่่งนี้
อย่างเช่นให้หารูปมาติด ให้ทำการแปลงขนาดรูป ให้จัดตัวหนังสือขีดเส้นใต้ ทำตัวหนาตัวเอียงตรงนั้นตรงนี้ และให้เข้าไปเซ็ทบทความลงในเวปให้อีกด้วย เหล่านี้เป็นต้น
ซึ่งหากมองผิวเผินตามประสานายจ้างแล้ว ก็ย่อมที่จะมองว่า การให้ทำอะไรแบบนี้มันไม่ใช่เหนื่อย ไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมายหนักหนาสาหัสสักหน่อย
ดังนั้นจึงให้ทำสิ่งเหล่านี้แถมให้ด้วย โดยที่ราคายังเท่าเดิม
หรืองานบางงานมีการให้หาข้อมูลจากหลายแหล่ง หรือแม้แต่ทำรีวิวถ่ายภาพ และอีกสารพัด
ซึ่งแท้จริงแล้ว นักเขียนที่มีงานเข้ามามาก หากเขามีงานที่ราคาดีแลไม่ต้องจุกจิกอะไร
เอาเพียงแค่บทความส่งไปให้ ไม่ต้องมานั่งปรับแต่งไม่ต้องมานั่งเสียเวลาอะไรให้ยุ่งยาก
บทความแต่ละบทขายความเฉียบคมของสำนวน และขายความสามารถในความรู้และเรียบเรียงเก่งไอเดียดีสนุกน่าอ่าน เขียนได้เร็วและส่งเลย นั่นคืองานที่คล่องตัว ที่นักเขียนจะต้องเน้นรับงานแบบนี้ให้มากที่สุด
และมันเป็นเรื่องยาก
ที่เขาจะมาเจียดเวลานั่งใช้เวลาอยู่กับบทความที่ถูกดึงรั้งเวลาให้มาทำเรื่องจุกจิก เพราะมันย่อมหมายถึง งานอื่นที่คล่องตัวกว่าย่อมถูกงานแบบนี้ดึงรั้งเวลา เสียงานอื่นๆไปด้วย ในขณะที่ไม่มีราคาชดเชยกัน
ดังนั้นหากนายจ้างที่ต้องการให้ทำบทความที่ต้องใช้เวลาในการทำ ก็ควรต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่านักเขียนคนนั้น มีเวลาให้พอหรือไม่
เพราะนักเขียนบางคนนั้นขายฝีมือแต่ไม่ได้รับทำงานประดิษฐ์ประดอยที่ต้องใช้เวลา
ดังนั้นต้องหานักเขียนประเภท "ขายเวลา" มาทำ จึงจะเหมาะสมกว่ากับงานในลักษณะแบบนี้
เพราะนักเขียนที่มีงานเข้ามามากย่อมไม่อยากทำงานลักษณะนี้และจะหาทางบอกเลิกทำงานนี้ หรือไม่ก็รอมีโอกาสที่ดีกว่าและจะสลัดงานนี้แน่นอน
ดังนั้น หากนายจ้างต้องการได้นักเขียนบทความคุณภาพ และต้องการให้นักเขียนช่วย ทำรายละเอียดจุกจิกให้ด้วย ก็ควรที่จะต้องบวกราคาเข้าไปด้วย
เพราะนักเขียนทั่วไปคงไม่กล้าที่จะเรียกร้องอะไร คงมีแต่จะหาทางแอบหนีหายจากไปแบบเงียบๆ
ประเด็นที่6 การให้ราคาที่น่าสนใจช่วยสร้างพลังให้บทความ
สิ่งนี้สำคัญมากเพราะมันเป็นเรื่องลับๆที่บรรดานายจ้างมักจะไม่รู้
ซึ่งความลับก็คือ นักเขียนนั้น สามารถผลิตงานได้หลายระดับ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะปล่อยพลังออกมามากเท่าใดและทุ่มเทให้มากแค่ไหน
แทบไม่มีนักเขียนคนไหนที่จะกล้าบอกนายจ้างว่า เขาต้องการราคาแค่ไหนเท่าไหร่เขาถึงจะทำงานให้ดีที่ระดับใด
และโดยทั่วไปแล้ว นักเขียนมักจะพิจารณาด้วยตัวเอง หากค่าจ้างมาราคาถูก และยังให้ทำงานจำนวนมาก นักเขียนก็มีรูปแบบการรับมือคือการทำงานตามราคา
ปล่อยไอเดียไม่มาก ทุ่มเทไม่มาก และทำให้ง่ายและให้เร็วที่สุด
สิ่งที่นายจ้างจะได้ก็คือ บทความที่ไม่มีความโดดเด่นมากนัก
และโดยเฉพาะนายจ้างที่ไม่มีความเข้าใจ ในเรื่องคุณภาพของบทความ และดูไม่ออกว่านักเขียนผู้นั้นสามารถที่จะสร้างสรรค์งานให้เหนือกว่าระดับที่เป็นอยู่ได้
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ที่นายจ้างได้ลงทุนไปสารพัดกับการสร้างเว็บและกับค่าใช้จ่ายต่างๆรวมถึงทำการตลาด แต่กลับลงทุนน้อยเกินไปในค่าจ้างเขียนบทความ
นักเขียนหลายๆคนที่ไม่ได้ต้องการโก่งค่าตัวอะไรมากเกินไป แต่เขาเพียงต้องการราคาที่ยุติธรรม
และแม้ว่า เขาต้องยอมกับการถูกกดราคา สิ่งที่เขาผลิตออกมา ก็ไม่น่ามีแนวโน้มว่าจะมีคุณภาพ
รวมถึงเขาย่อมหาทางใหม่ที่ดีกว่าอยู่เสมอ
สิ่งที่นายจ้างควรทำคือสำรวจราคาทั่วๆไป จากนั้นพิจารณาลักษณะงานให้เข้าใจ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น