วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

การตกลงราคาจ้างเขียนบทความให้winทั้งสองฝ่าย

โดยปรกติแล้ว มันเป็นธรรมดาที่ผู้ว่าจ้างงาน ก็มักอยากจะได้ราคาการจัดจ้างที่ถูกที่สุด  ในขณะที่ผู้ทำงานก็อยากจะได้ ราคาที่ดีที่สุด

และก่อนอื่นเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับรายละเอียดต่างๆดังนี้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคำนวณราคาให้เหมาะสมกับเนื้องาน
ต้องเข้าใจรูปแบบของงานก่อนจึงจะตีราคาได้เหมาะสม  นายจ้างต้องรู้ก่อนว่างานของตัวเองเป็นลักษณะไหน ก่อนที่จะตั้งราคาค่าจ้างลงไป  รวมถึงนักเขียนเองก็ต้องคำนวณให้เหมาะสม ก่อนที่จะเกิดปัญหารับงานไปทำแล้วพบว่าไม่คุ้มราคา จนเกิดปัญหากันภายหลังอย่างเช่นการทิ้งงานเป็นต้น
ดังนั้นขอให้พิจารณา งานที่จะทำด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้

ประเด็นที่1   ความยากง่ายของงาน

ความยากง่ายของงาน ต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นงานสไตล์ไหน ข้อมูลหายากแค่ไหน ข้อมูลมีมากน้อยเพียงใด และข้อมูลจะเริ่มไปตันตรงที่ปริมาณกี่บทความ
เพราะสำหรับบางเรื่องหากว่าไอเดีย มันเริ่มตัน  มันก็จะกลายเป็นจากเรื่องง่ายๆกลายเป็นเรื่องยากๆทันที

นอกจากนี้ยังต้องดูด้วยว่า เรื่องราวเหล่านั้นมีประเด็นให้เขียนเยอะหรือไม่   หากว่ามีไม่กี่ประเด็น นักเขียนก็อาจจะถูกเลิกจ้างได้โดยง่ายเมื่องานนั้นได้ประเด็นครบแล้ว

นอกจากนี้เรื่องที่เขียนต้องพิจารณาเรื่อง ความต้องการความแม่นยำของข้อมูลด้วย เพราะหากว่าเป็นเรื่องที่ล่อแหลมชี้เป็นชี้ตายได้ เช่นเรื่องการแพทย์ เรื่องการทานยา เรื่องการดูแลเด็กอ่อน เหล่านี้เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงในการรับงานหากว่าท่านไม่รู้จริง อย่านั่งเทียนเขียนเพราะมันจะเป็นภัยต่อสังคม

แม้ว่าจะมีข้อมูลให้หาอ่านได้ในเนท แต่ทว่าหลายๆอย่างนั้นมันมีผลข้างเคียง และมันมีรูปแบบเฉพาะในการใช้ อีกทั้งมันต้องมีข้อมูลเสริมข้อมูลกำกับอีกมาก ดังนั้นจึงอย่าเสี่ยงดีกว่า

นอกจากนี้ในเรื่องความยากง่ายนั้น ต้องพิจารณาถึง วงการที่จะเขียนอีกด้วย
หากเป็นเรื่องที่ต้องเขียนไปด้วยและ ต้องขับไอเดียด้วยพลังล้นเหลือ นี่ย่อมหมายถึงความยากมากขึ้น

ต้องตระหนักว่าคนเราอาจจะขับไอเดียดีๆออกจากสมองได้โดยง่าย  แต่หากต้องขับไอเดียแบบจงใจขับออกมา แถมยังต้องเอาออกมารองรับงานหลายๆบทความต่อวัน สมองจะเกิดอาการล้าเอาง่ายๆและสะสมหลายวันเข้า จะถึงจุดที่หัวสมองเกิดอาการมึนตื้อ ได้แน่นอน

ต้องพิจารณากันให้แน่เสียก่อนว่า เป็นบทความแบบไหนระดับใด
 (เรื่องของ ระดับบทความ สามารถหาอ่านได้ในบล๊อคนี้)

งานแต่ละงานมีค่าวิชาชีพไม่เหมือนกัน

งานบางงานเป็นเพียงการหาข้อมูลในเนทมาเขียน ลอกบ้า งก๊อปปี้บ้าง รีไรท์บ้าง นำมาเล่าใหม่บ้าง

งานบางงานต้องอาศัยความสามารถส่วนตัวที่สั่งสมมาในการ วิเคราะและจับประเด็นของเนื้อหา

งานบางงานต้องอาศัยวิชาความรู้ส่วนตัวที่สั่งสมเหนื่อยยากร่ำเรียนมา

งานบางงานต้องใช้สมองใช้ไอเดียครีเอทออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย

เหล่านี้เป็นต้น  ซึ่งทำให้จะไปยึดเอาราคาในงานหนึ่งและไปสั่งให้นักเขียนทำอีกงานหนึ่ง ก็มักจะไปกันไม่ยืนยาว

อย่างเช่นนายจ้างบางท่าน ประกาศจ้างใน ราคาแบบ งานเขียนแบบรีไรท์ ซึ่งจะอยู่ในระดับ100ตัวอักษร ต่อ10-15บาท

แต่จะเอาเนื้อหาแบบให้นักเขียน ครีเอทคิดขึ้นเองใช้ไอเดียกลั่นกรองสมองขึ้นมาเอง ต้องการบทความคุณภาพเข้มข้น  นั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะนักเขียนที่สามารถเขียนบทความระดับนั้น ได้ย่อมมีทางเลือกอยู่มากมายที่ดีกว่า




ประเด็นที่2  ภาษาที่ใช้

มีผู้ว่าจ้างหน้าใหม่หลายคน ที่ยังไม่เข้าใจสังคมของวงการ จัดจ้างนักเขียน  ซึ่งโดยสภาพการณ์ทั่วไปแล้ว บทความที่ใช้ภาษาต่างประเทศ จะมีราคาที่สูงขึ้นไปอีกระดับ  ซึ่งบรรดานักเขียนที่สามารถเขียนบทความต่างประเทศได้ คนกลุ่มนี้จะได้รับงานเข้าและค่าจ้างเยอะและมีงานสม่ำเสมอ   มักจะไม่เหลือคนที่ให้นายจ้างหาเอาราคาถูกๆได้   
ดังนั้นนายจ้างควรสืบราคาให้ดีก่อนทำการประกาศจ้าง  เพราะสมัยนี้เพียงแค่รับจ้างแปลบทความก็มีราคาในระดับ ที่ไม่ใช่ถูกๆ
และยิ่งจะให้นักเขียนเขียนบทความขึ้นเองแล้วยังต้องเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
ยิ่งเป็นเรื่องยากไปใหญ่ที่ นายจ้างจะหานักเขียนแบบนี้ได้ในราคาถูกๆ


ประเด็นที่3  นักเขียนที่รับงานราคาถูกๆมีไหม จะหาได้ที่ไหน

ตามสภาพการณ์ความเป็นจริงนั้น  นักเขียนที่รับงานราคาถูกๆกว่าทั่วไป มักจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ผู้ว่างงาน หรือผู้ที่อยากมีรายได้พิเศษพยายามผลักดันตัวเองให้ทำงานนี้ได้


 แต่ทว่าความเป็นจริงก็คือ แรกๆนักเขียนแบบนี้จะดีใจที่ได้งาน และจะตั้งใจทำงาน แต่  เมื่อนักเขียนเหล่านี้เกิดความชำนาญพอ  และเริ่มรู้เรื่องรู้ราว ช่องทางในวงการนี้ นักเขียนเหล่านี้จะพบโอกาศใหม่สองทาง

นั่นก็คือ
1. เขียนเองทำเว็บเอง   ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอน หากนักเขียนคนนั้นเขียนได้เก่งและเขียนได้เยอะต่อวัน เขาย่อมจะพิจารณาถึงการมีเว็บเป็นของตัวเอง การมีบทความที่ฝังยาวนานอยู่ในเว็บตัวเอง
นั้นมันดีมากกว่า และมีโอกาศหารายได้ ได้ยืนยาวกว่า การจะเขียนเอาไปแลกกับเงินไม่กี่บาทต่อบท แล้วสูญเสียบทความไป   ทำงานผ่านวันผ่านเดือนโดยที่ไม่มีบทความเป็นของตัวเอง
การสะสมบทความมาทำเวปของตนเองจึงเป็นช่องทางที่ น่าสนกว่ามาก  เว้นแต่เขาจะได้ค่าจ้างที่พอใจจริงๆ

2.นักเขียนที่มีความเก่งขึ้น มักจะได้โอกาศดีๆเข้ามาอย่างรวดเร็วและถึงตัว  เพราะงานนี้มันคืองานที่ไม่ต้องอ้างวุฒิปริญญา แต่มันคืองานที่ เนื้องานดีหรือไม่ดี ผู้คนก็ดูเอาได้เห็นๆจากสายตา ดังนั้นเปรียบดั่งมีกระบี่อยู่ที่มือ สามารถไปเขียนตัวอย่างให้นายจ้าง ที่ให้ค่าจ้างดีๆ รายอื่นๆต้องการตัวได้โดยง่าย
และนักเขียนดีๆมักจะมีงาน ที่เสนอค่าจ้างให้สูงกว่า เข้ามาเสมอ   ดังนั้นความเป็นจริงก็คือ แทบไม่มีนักเขียนคนไหนที่ยอมอยู่ในงานที่กดราคา   ได้นาน เมื่อมีโอกาศก็ย่อมจากไป และปัญหานี้เป็นปัญหายอดฮิตที่บรรดานายจ้างหลายๆคนมักจะบ่นเสมอ เกี่ยวกับเรื่องนักเขียนชอบหายไปดื้อๆ




ดังนั้นนักเขียนที่จะอยู่รับงานราคาถูกได้มักจะเป็นนักเขียนดังนี้

1.นักเขียนหน้าใหม่ที่รอวันพัฒนาฝีมือ
2.นักเขียนที่มีฝีมือยังไม่เก่ง เขียนพอได้รีไรท์พอได้ แต่สร้างบทความระดับคุณภาพ สร้างชื่อเสียงให้เว็บนำไปแข่งขันกับคู่แข่ง ไม่ได้  แต่แน่นอนว่าแม้ทักษะในระดับรีไรท์ ก็จะทำให้นักเขียนอยากไปรีไรท์ทำเว็บตัวเอง

3.นักเขียน ที่จอมขยันสุดๆ  คือ อาจเป็นนักเขียนที่ฝีมือดี แต่ว่ารับงานไว้กับตัวเยอะมาก งานค่าจ้างแพงๆรับไว้เยอะ แต่ยังเห็นว่ามีเวลาเหลืออยู่อีกนิดหน่อย ก็ยอมเอาเวลานั้นมาใส่งานค่าจ้างถูกๆได้ แต่เมื่อใดที่มีค่าจ้างที่ดีกว่าก็มีแนวโน้มที่จะตัดงานค่าจ้างถูกออกไป

 และนักเขียนจอมขยันแบบนี้  คุณภาพของงานมักจะมากับความเมื่อยล้า และมีแนวโน้มที่จะเป็นบทความที่ค่อนข้างเล่นง่าย ไม่ปราณีตสร้างสรรค์ เพราะต้องผลิตจำนวนต่อวันมากๆ   หรืออาจมีการจัดจ้างทีมงาน คือใช้ชื่อเสียงตัวเองรับหน้าเสื่อ แต่จากนั้นก็ไปจ้างคนทั่วไปอีกที ทำให้บทความไม่ได้เกิดจากฝีมือของคนนั้นอย่างแท้จริง

4.ผู้มีฝีมือในการเขียนแต่ยังหน้าใหม่ในการรับงาน  คนเหล่านี้จะมีทักษะดีแต่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ในวงการของ การจัดจ้างงานเขียนบทความ ซึ่งหากเขาได้ทำไปสักระยะเขาจะรู้และเห็นช่องทางได้มากมาย ในระยะเวลาอันรวดเร็วและสุดท้ายเขาก็พบทางไปสู่ที่อื่นที่ดีกว่า

5. นักเขียน ที่สำคัญผิด เข้าใจผิดว่าวงการงานเขียนนี้สามารถใช้รูปแบบตัดราคากันได้
ซึ่งความเป็นจริงแล้วอย่างที่กล่าวก็คืองานเขียนบทความนี้เป็นงานที่นักเขียนผลิตได้จำนวนจำกัด
จะตัดราคาแค่ไหนก็ทำจำนวนได้แค่นั้น และนักเขียนที่เก่งมีฝีมือกันจริงๆ คงไม่ทนอยู่ในสภาพของราคาถูกๆแบบราคาในระดับตัดราคา ได้แน่นอน ดังนั้นรุปการณ์ธรรมชาติของนักเขียนจอมตัดราคาก็คือ นักเขียนที่ด้อยฝีมือและไร้ทางไป

ประเด็นที่4   นายจ้างมักคิดว่านักเขียนมีเยอะจึงกดราคา

ตามความเป็นจริงแล้ว นักเขียนคือมนุษย์ที่มีมือเพียงสองข้าง คน1คนทำงานแค่ไหนก็คือทำได้แค่นั้น
ไม่มีปัญญาไปทำได้เยอะเกินกว่าขีดจำกัดของร่างกาย   ไม่สามารถจะเที่ยวแจกราคาถูกๆกวาดต้อนงานเข้าตัวเองหมดได้    นักเขียน1คน หากฝีมือธรรมดาเขียนได้วันละ4บทก็เก่งแล้ว หากฝีมือดีหน่อยก็ประมาณ6-10บทต่อวัน หากยอดมนุษย์หน่อยก็ 15-20บท และต้องมีช่วงพัก

ดังนั้นนักเขียน1คนเมื่อถูกนายจ้างอื่นๆจองตัวไว้แล้ว ก็หมายถึงตลาดนักเขียนถูกลดจำนวนคนลงไปแล้ว
โดยเฉพาะนักเขียนฝีมือดีก็ถูกจัดจ้างยาวกันไปหมด

และนายจ้างมักคิดว่างานเขียนคืองานที่ใครๆก็ทำได้  ใครๆก็อยากได้งานนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำงานแบบนี้ได้ดี ได้ไว และทนระยะยืนตามกำหนดงานได้

และรูปการณ์มักจะออกมาเป็น นายจ้างหน้าใหม่เสาะหานักเขียนราคาถูก แต่ลองเป็นรายๆไปถึงจะรู้
ว่าเจอแบบเขียนไม่เป็นเข้ามาก็มี เจอแบบเขียนมั่วมาก็มี  เจอแบบลอกเขามาทั้งดุ้นก็มี
เจอแบบตัดแปะก็มี  ส่วนนักเขียนคนไหนที่เริ่มจะเก่งเริ่มจะเป็นงาน  นักเขียนเหล่านั้นก็ย่อมจะมีทางไปและจากไปในที่สุด

ในขณะที่ เว็บไซต์ทุกวันนี้ผลิตออกมามากต่อวัน และระบบเนื้อหาคุณภาพก็เริ่มมีส่วนสำคัญขึ้นทุกวัน
เว็บต่างๆที่ต้องการอนาคตอันสดใส ซึ่งแต่ละเว็บต้องใช้บทความจำนวนมาก
และต่างออกล่า นักเขียน  ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ นักเขียนที่มีคุณภาพนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่มีเหลืออยู่ทั่วไป

ประเด็นที่5 นักเขียนเก่งๆ มีงานเข้ามามากมาย

โดยปรกติของนักเขียนที่เก่งๆ มีฝีมือ มีความสามารถไปสมัครที่ไหนก็มีแต่คนตกลงจ้างนั้น
คนแบบนี้จะมีงาน ทำเต็มเวลาแทบทั้งวัน  และสิ่งที่พวกเขาต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพที่สุดนั่นก็คือ "  เวลา" เวลาที่วันนึงต้องทำงานให้ได้หลายชิ้นงาน เท่าที่ไอเดียและร่างกายทำไหวและต้องทำออกมามีคุณภาพด้วย

ซึ่งนี่มักเป็นสิ่งที่นายจ้างบางคนมักไม่เข้าใจ   เวลาสั่งงานมักจะบอกให้ทำสิ่งนั้นทำสิ่่งนี้
อย่างเช่นให้หารูปมาติด ให้ทำการแปลงขนาดรูป ให้จัดตัวหนังสือขีดเส้นใต้ ทำตัวหนาตัวเอียงตรงนั้นตรงนี้ และให้เข้าไปเซ็ทบทความลงในเวปให้อีกด้วย เหล่านี้เป็นต้น

ซึ่งหากมองผิวเผินตามประสานายจ้างแล้ว ก็ย่อมที่จะมองว่า การให้ทำอะไรแบบนี้มันไม่ใช่เหนื่อย ไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมายหนักหนาสาหัสสักหน่อย
ดังนั้นจึงให้ทำสิ่งเหล่านี้แถมให้ด้วย โดยที่ราคายังเท่าเดิม

หรืองานบางงานมีการให้หาข้อมูลจากหลายแหล่ง หรือแม้แต่ทำรีวิวถ่ายภาพ และอีกสารพัด

ซึ่งแท้จริงแล้ว นักเขียนที่มีงานเข้ามามาก  หากเขามีงานที่ราคาดีแลไม่ต้องจุกจิกอะไร
เอาเพียงแค่บทความส่งไปให้ ไม่ต้องมานั่งปรับแต่งไม่ต้องมานั่งเสียเวลาอะไรให้ยุ่งยาก

บทความแต่ละบทขายความเฉียบคมของสำนวน และขายความสามารถในความรู้และเรียบเรียงเก่งไอเดียดีสนุกน่าอ่าน เขียนได้เร็วและส่งเลย นั่นคืองานที่คล่องตัว ที่นักเขียนจะต้องเน้นรับงานแบบนี้ให้มากที่สุด

และมันเป็นเรื่องยาก

ที่เขาจะมาเจียดเวลานั่งใช้เวลาอยู่กับบทความที่ถูกดึงรั้งเวลาให้มาทำเรื่องจุกจิก  เพราะมันย่อมหมายถึง งานอื่นที่คล่องตัวกว่าย่อมถูกงานแบบนี้ดึงรั้งเวลา เสียงานอื่นๆไปด้วย ในขณะที่ไม่มีราคาชดเชยกัน

ดังนั้นหากนายจ้างที่ต้องการให้ทำบทความที่ต้องใช้เวลาในการทำ ก็ควรต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่านักเขียนคนนั้น มีเวลาให้พอหรือไม่ 

เพราะนักเขียนบางคนนั้นขายฝีมือแต่ไม่ได้รับทำงานประดิษฐ์ประดอยที่ต้องใช้เวลา
ดังนั้นต้องหานักเขียนประเภท "ขายเวลา" มาทำ จึงจะเหมาะสมกว่ากับงานในลักษณะแบบนี้

เพราะนักเขียนที่มีงานเข้ามามากย่อมไม่อยากทำงานลักษณะนี้และจะหาทางบอกเลิกทำงานนี้ หรือไม่ก็รอมีโอกาสที่ดีกว่าและจะสลัดงานนี้แน่นอน
ดังนั้น   หากนายจ้างต้องการได้นักเขียนบทความคุณภาพ และต้องการให้นักเขียนช่วย ทำรายละเอียดจุกจิกให้ด้วย  ก็ควรที่จะต้องบวกราคาเข้าไปด้วย
เพราะนักเขียนทั่วไปคงไม่กล้าที่จะเรียกร้องอะไร คงมีแต่จะหาทางแอบหนีหายจากไปแบบเงียบๆ


ประเด็นที่6   การให้ราคาที่น่าสนใจช่วยสร้างพลังให้บทความ

สิ่งนี้สำคัญมากเพราะมันเป็นเรื่องลับๆที่บรรดานายจ้างมักจะไม่รู้

ซึ่งความลับก็คือ นักเขียนนั้น สามารถผลิตงานได้หลายระดับ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะปล่อยพลังออกมามากเท่าใดและทุ่มเทให้มากแค่ไหน 
แทบไม่มีนักเขียนคนไหนที่จะกล้าบอกนายจ้างว่า เขาต้องการราคาแค่ไหนเท่าไหร่เขาถึงจะทำงานให้ดีที่ระดับใด

และโดยทั่วไปแล้ว นักเขียนมักจะพิจารณาด้วยตัวเอง หากค่าจ้างมาราคาถูก และยังให้ทำงานจำนวนมาก  นักเขียนก็มีรูปแบบการรับมือคือการทำงานตามราคา
ปล่อยไอเดียไม่มาก ทุ่มเทไม่มาก และทำให้ง่ายและให้เร็วที่สุด
สิ่งที่นายจ้างจะได้ก็คือ บทความที่ไม่มีความโดดเด่นมากนัก

และโดยเฉพาะนายจ้างที่ไม่มีความเข้าใจ ในเรื่องคุณภาพของบทความ และดูไม่ออกว่านักเขียนผู้นั้นสามารถที่จะสร้างสรรค์งานให้เหนือกว่าระดับที่เป็นอยู่ได้


ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ที่นายจ้างได้ลงทุนไปสารพัดกับการสร้างเว็บและกับค่าใช้จ่ายต่างๆรวมถึงทำการตลาด  แต่กลับลงทุนน้อยเกินไปในค่าจ้างเขียนบทความ

นักเขียนหลายๆคนที่ไม่ได้ต้องการโก่งค่าตัวอะไรมากเกินไป แต่เขาเพียงต้องการราคาที่ยุติธรรม
และแม้ว่า เขาต้องยอมกับการถูกกดราคา สิ่งที่เขาผลิตออกมา ก็ไม่น่ามีแนวโน้มว่าจะมีคุณภาพ
รวมถึงเขาย่อมหาทางใหม่ที่ดีกว่าอยู่เสมอ

สิ่งที่นายจ้างควรทำคือสำรวจราคาทั่วๆไป จากนั้นพิจารณาลักษณะงานให้เข้าใจ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น