วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

จรรยาบรรณสำคัญของนักเขียนบทความแบบรีไรท์


การเขียนบทความในรูปแบบ ของการรีไรท์บทความนั้น

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับกันตรงๆล่ะว่าอาศัยการพึ่งพิงแรงสร้างสรรค์จากบทความของผู้อื่น
ไม่ว่าจะรีไรท์แบบคุณภาพแค่ไหนอย่างไรก็ตาม

เราย่อมตระหนักว่าเราได้ทำในสิ่งที่ อาจจะไม่ถูกต้องสักเท่าใดนัก
แม้ว่ากระบวนการนี้อาจเป็นที่ยอมรับของหลายๆผู้คนหรือแม้แต่เจ้าของผลงานเองบางคน ก็อาจจะไม่ว่าอะไรหากว่าการรีไรท์นั้น คือการต่อยอดและไม่ได้ก๊อปปี้
แต่เราก็ต้องตระหนักเสมอว่าอาจมีเจ้าของผลงานที่ไม่พอใจก็มี

เราต้องตระหนักในใจเสมอว่าสิ่งที่เราทำมันคืออะไร

แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะยอมรับในข้อไม่ที่อาจไม่ถูกต้องของเรา


สิ่งที่เราควรคำนึงและยึดมั่นในอย่างน้อยที่สุดให้มันดีขึ้นมาบ้างนั้นก็คือ

1. หากบทความนั้นเป็นเรื่องล่อแหลมต่อชีวิตและความเดือดร้อนของผู้คน  อย่างเช่นบทความเกี่ยวกับการทานยารักษาอาการป่วยสำคัญ บทความเกี่ยวกับการแพทย์ที่ล่อแหลมต่อความเป็นตาย
หรือบทความที่เกี่ยวกับสุขภาพ  บทความที่เกี่ยวกับข้อกฏหมาย บทความที่เกี่ยวกับการสร้าง การใช้งานในสิ่งที่ส่งผลล่อแหลมได้ หรือจะเป็นบทความอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความรู้ ที่จะต้องลงข้อมูลให้ถูกต้อง ถ้าไปอ่านต้นฉบับมาแบบชุ่ยๆลวกๆ หรือไม่เข้าใจถ่องแท้
แล้วไปรีไรท์ดัดแปลงตัดตอนหรือสรุปใหม่  ในแบบที่เป็นข้อมูลผิดเพี้ยน หรือขาดแหว่งใจความสำคัญ
แล้วล่ะก็ ผู้ที่เขาต้องการการช่วยเหลือแล้วมาเจอบทความรีไรท์ที่แสนอันตรายด้านข้อมูล แล้วเขาไม่รู้และนำไปปรับใช้  จนเดือดร้อน ทั้งชีวิตเขาหรือคนรอบข้างของเขา นั่นล่ะครับ บาปกรรม!
ที่เราก่อขึ้นโดยเราอาจคาดไม่ถึง ว่ามันเดือดร้อนอะไรกับใครบ้าง และโดยเฉพาะขอเถอะครับสำหรับผู้ที่นิยมการสปรินท์บทความ ขอให้คัดเลือกบทความที่ไม่เสี่ยงต่อความเดือดร้อนของผู้คนในทำนองนี้  ขอให้ละเว้นบทความประเภทนั้นเสีย เพราะในยามที่คนฉุกเฉินเร่งด่วนในเรื่องล่อแหลม เรื่องสำคัญจะเป็นจะตายจริงๆแล้วมาเสริจหาข้อมูลดันมาเจอแต่บทความ สปริ้นท์ นั่นช่างเป็นบาปกรรมที่น่าเศร้ามากครับ


2.  เวลาที่เรารีไรท์บทความเพื่อส่งให้นายจ้างไปนั้นเราต้องพิจารณาด้วยว่า บทความนั้นหากเป็นเนื้อหาทั่วๆไปก็ส่งไปได้เลย แต่หากบทความนั้นมีเนื้อหาในเชิง ต้องการเครดิตของผู้ที่คิดค้น
อย่างเช่นเป็นบทความในเชิงคิดค้น ไอเดียสำคัญๆ  เราไม่ควรจะแอบอ้างนำชื่อของเราใส่ลงไป
หรือไปเขียนทำนองว่าเราเป็นผู้คิดเราเป็นผู้สอน
จะให้ดีเราควรจะให้เครดิตของผู้ที่คิดข้อมูลเหล่านั้น หรือหากไม่ได้ให้เครดิตเขาไว้ก็ควรละไว้ในทางที่ไม่ได้ไปทึกทักอะไรว่าเป็นของเรา



วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การจัดเกรดคุณภาพของบทความ ทั้งแบบเขียนเองและแบบรีไรท์


เรื่องของระดับของคุณภาพบทความและรูปแบบการคัดลอกทำซ้ำดัดแปลง  และรีไรท์บทความ รวมไปถึงการกำเนิดบทความใหม่ในรูปแบบต่างๆ  นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญประเด็นหนึ่งที่นักเขียนบทความควรทำความเข้าใจ และแยกแยะให้ออก

ในปัจจุบันความต้องการบทความนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากขึ้นทุกที
 ในยุคที่สื่อออนไลน์ในอินเทอร์เนทเป็นสิ่งจำเป็นไปแล้วสำหรับชีวิตผู้คน
หลายคนเป็นนักเรียนนักศึกษาต้องทำรายงานส่ง
หลายคนจำเป็นต้องมีเวปไซต์ประจำตัวของตัวเอง  หลายองค์กรหน่วยงาน และสถานประกอบการห้างร้านบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องมีเวปไซต์เป็นของตน และหลายคนที่ต้องการหารายได้
จากการสร้างเวปไซต์ที่มีบทความดีๆและอัปเดทอย่างต่อเนื่อง

 แต่การเขียนบทความเนื้อหาข้อมูล ให้ได้ดีนั้น  ไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ในทุกคน
นอกจากจะต้องเหนื่อยแรงกายแล้ว  ยังต้องเหนื่อยแรงเค้น สมองอารมณ์ความคิดอีกด้วย
กว่าจะได้บทความแต่ละบท

 นอกจากจะพยายามฝึกฝนการเขียนด้วยตัวเองแล้ว บางคนก็หันไปเลือกใช้วิธีซื้อบทความ
บางคนใช้วิธีจัดจ้างนักเขียนบทความ และบางคนใช้การลอกบทความ

 แต่การลอกบทความนั้น อันแท้ที่จริงแล้วถือเป็นเรื่องที่สามารถฟ้องร้องกันได้
ซึ่งบางทีแล้วการฟ้องร้องค่าเสียหาย ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างยิ่งกว่ารายได้ของตัวบทความเองด้วยซ้ำ  ในระยะแรกนั้นมักเป็นเรื่องที่ผู้ถูกละเมิดมักจะไม่อยากเหนื่อยตามเอาเรื่องกับใคร
แต่เมื่อเริ่มมีกรณีตัวอย่างหลายๆกรณี และค่าเสียหายที่ได้รับค่อนข้างเป็นจำนวนพอสมควร
ทำให้ระยะหลังๆมีการติดตามเอาเรื่องกันอย่างไม่ลดละในหลายๆครั้ง
โดยเฉพาะสำหรับเวปไซต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีบริษัทจดทะเบียนด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่เสียหาย
 ไม่คุ้มค่ากับการนำบทความที่มาจากการลอกบทความนำมาใช้

การคัดลอกดัดแปลง และรีไรท์บทความ รวมไปถึงการกำเนิดบทความใหม่ในรูปแบบต่างๆ
นั้นมีหลายลักษณะ โดย ในที่นี้ผู้เขียนกำหนดเกรดไว้ดังนี้ คือ

1.บทความแบบก๊อปพาส Article copy &past หรือตัวย่อคือ ACP

วิธีนี้ใช้การก๊อปปี้ แล้วเอามาพาท ลงในเวปของตัวเองแบบตรงๆขโมยดื้อๆเลยโดยไม่ได้ขออณุญาต นี่คือวิธีการที่ทุเรศที่สุด และสะดวกที่สุด วิธีนี้มักใช้กันในเวปที่ทำในลักษณะปั่น หรือเวปขยะทั้งหลาย
แต่ระยะหลังๆระบบของเสริจเอนจิ้นมีวิธีจัดการกับเวปที่สร้างทีหลังแต่มีบทความซ้ำชาวบ้าน ด้วยบทลงโทษนานาชนิด อย่างเช่นการให้หลุดออกจากการค้นหาของเสริจเอนจิ้นเป็นต้น


2. บทความแบบตัดต่อคำ  Article editing หรือ AET

การต่อเติมคำ ใช้การต่อเติมคำตัดตอนคำตัดแปะบางวรรคบางท่อนเพื่อให้แนบเนียน แต่การทำแบบนี้นั่นคือการทำลายธรรมชาติของอรรถรสในเนื้อหา ทำให้กลายเป็นได้บทความที่มีความตกเกรด

 3.บทความแปลงสำนวน Article adapt phrase หรือADP
ใช้การแปลงสำนวน ในระดับนี้จะเริ่มยกระดับจากการก๊อปมาเริ่มกลายพัณธ์เป็นการรีไรท์ขึ้นมาระดับนึง
วิธีนี้  คือการเล่าเรื่องเรียบเรียงในเนื้อเดียวกัน  แต่น้ำไม่เหมือนกัน มีการปรุงแต่งสำนวน
แต่วิธีนี้ผู้รีไรท์จะต้อง มีวาทศิลปในด้านสำนวนที่เก่งกาจจึงจะสามารถ ใส่อรรถรสเข้าไปชดเชย
การตกเกรดของบทความที่เสียรูปธรรมชาติไป


4.บทความปรับแก้  Article Correction หรือ ACR

ใช้การแปลงสำนวน และเรียบเรียงใหม่ และเพิ่มเติมข้อมูล และเพิ่มคำที่ควรเพิ่มเพื่อให้บทความมีพลังขึ้น วิธีนี้ก็คือไปเอาบทความของชาวบ้านมาโมดิฟลายอัพเกรด วิธีนี้จัดว่าเป็นการรีไรท์เต็มระดับ  แต่ผู้เขียนต้องมีความสามารถในการเรียบเรียงที่เก่ง  มองเห็นจุดบกพร่องของการเรียบเรียง ของต้นฉบับ และนำเอามาเรียบเรียงใหม่ เพิ่มคำและภาษาเข้าไป ใส่สำนวนเข้าไปด้วย อีกทั้งขยายเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนเข้าไปอีกด้วย   การรีไรท์ในระดับนี้จะเริ่มต้องใช้สมองมากขึ้น ค่อนข้างเหนื่อยเช่นกัน แต่ก็ถือว่า ยังเป็นรูปการที่ฉกฉวยงานเขียนของชาวบ้านอยู่ในระดับหนึ่งอยุ่ดี


5.บทความแบบเวอร์ชั่นใหม่ Article newVersion  หรือ  ANV

ใช้การอ่านและสรุปทำความเข้าใจและเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับโดยอาศัยองค์ความรู้ที่ได้อ่านจากบทความนั้น  จัดทำการเรียบเรียงและเล่าเรื่องด้วยสไตล์ของตนเอง
การรีไรท์ในระดับนี้เริ่มอยู่ในจุดที่เริ่มจะยอมรับกันได้ในวงการ ของบทความ
แต่ทว่า เวลาที่คนอ่านก็จะพบว่าบทความ สองบทความคือการกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน เหมือนดูหนังที่อาศัยตำนานเดียวกันแต่ทำกันคนละเวอร์ชั่น และยังอาศัยรากเหง้าของอีกเวอร์ชั่นมาใช้อีกด้วย


6.บทความแบบเพิ่มคุณภาพ  Article Upgrade หรือ A-UP

ใช้การรวบรวมอ่านบทความจากหลายแห่งที่เป็นเรื่องในหมวดหมู่ร่วมกัน นำเอาองค์ความรู้หรือเนื้อหาจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน   วิธีแบบนี้จัดว่าเป็นวิธีที่บทความมีการกำเนิดใหม่ และเริ่มมีส่วนในการช่วยเพิ่มความรู้จรรโลงโลก เริ่มมีประโยชน์ในตัวของมันไม่ซ้ำซากกับสิ่งที่มีอยู่เดิม
เพราะบทความนี้คือการกลั่นกรองความรู้จากหลายแห่ง นำมาผสมกันกระชับร่วมกันและรวบรวมต่อเนื่องกัน แต่ผู้เขียนควรมีความฉลาดในเล็งเห็นจุดเชื่อมโยงกัน และต้องมีสำนวนและสไตล์การเขียนที่มีอรรถรสอีกด้วย


7.บทความจากตัวตน ความคิด Article Body SENSE หรือ A-SENSE

บทความที่ถ่ายทอดความรู้ ความคิดอ่านมุมมอง จากของตัวเองล้วนๆ ไม่ลอกใคร อาจจะเหมือนบทความอื่นบ้างแต่ก็ไม่ได้เจตนาตั้งใจ
ซึ่งบทความลักษณะนี้นั้น มีความกำเนิดเองจากผู้เขียนแทบทั้งหมด ผู้เขียนต้องถ่ายทอดอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ความรู้และจินตนาการเข้าไปล้วนๆ จัดเป็นบทความที่ต้องใช้พลังเป็นอย่างมาก และยังสามารถเกิดเนื้อหาแปลกใหม่ขึ้นมาได้อีกด้วย


8.บทความแห่งการสรรค์สร้าง    Article Creative หรือ ACT
บทความที่อาศัยการศึกษา การคิดค้น หรือแม้แต่ถึงขั้นทำวิจัย
ให้ลึกซึ้งแตกฉานในระดับที่เกิดการผลักดันองค์ความรู้ให้ก้าวเพิ่มมากขึ้น ในเรื่องที่ต้องการเขียน
คิดอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะลงมือเขียนแต่ละบรรทัด หรือหากเป็นบทความประเภท แนวคิดหรือปรัชญาหรืออรรถรสทางจิตใจ  ผู้เขียนก็ได้ตั้งใจทำอารมณ์ รวบรวมจิตวิญญาณ ใส่เข้าไปในตอนเขียน
หรือเรื่องที่ต้องใช้จินตนาการ และฟิลลิ่งในการเขียนผู้เขียนก็ได้ เฝ้ารอจังหวะที่จิตใจความคิดมีมากในพลังเหล่านั้นจึงได้ลงมือถ่ายทอดลงไป หรือบางบทความ ที่ต้องอาศัยแม้แต่การเฝ้ารอในสภาวะที่หยั่งรู้ถึงมุมมองเหล่านั้น ก่อนจึงจะลงมือเขียนได้ บทความในระดับนี้ถือว่าเป็นบทความที่มีจิตวิญญาณ อยู่ในบทความและมีคุณภาพในแง่ของความตั้งใจทำอย่างเข้มข้น

จิตวิญญาณสำคัญแค่ไหนต่อการเขียนบทความในเชิงเจาะลึกและต้องการสไตล์

ในชีวิตนี้ของผม ผมเคยได้พบเจอผู้คน หลายๆคนที่ผู้คนบางคนในสังคมไปเรียกเขาว่าบ้า เรียกว่าเป็นเอามาก หรือเรียกเขาว่าเพ้อเจ้อ

 คนที่มักถูกกล่าวคำครหาเหล่านี้ใส่ ส่วนมากก็มักจะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นต่อวงการใดวงการนึง
มีความเข้มข้นต่อโลกส่วนตัวที่เขารักสูง  อาจจะมีอารมณ์รุนแรงหรืออ่อนไหวต่อเรื่องราวนั้นๆ
บางคนบ้ามวย บ้าบอล บ้าวงการนักร้อง บ้าดารา บ้าอิเลคทรอนิกส์ฯลฯ

ที่ต้องใช้คำว่าบ้านั้น เพราะบางคนไม่ได้เป็นในลักษณะแค่รักตั้งใจใฝ่ตนในหนทางนั้น
แต่บางคนเป็นเอาหนักแทบทุกลมหายใจ ไม่ว่าเสื้อผ้ารองเท้า รูปภาพในห้อง คำพูดและการกระทำ มักจะเป็นสิ่งที่มีแต่สัญลักษณ์ของวงการเหล่านั้นมาเกี่ยวข้อง

 เราจะไม่ชี้นำสรุปตอบว่าอะไรมันคือดีไม่ดี สมควรหรือไม่สมควร

แต่ทว่า การที่คุณจะเขียนบทความ ที่ต้องการความเข้มข้นทางจิตวิญญาณเข้าไปด้วย คุณจำเป็นต้องมีในหลายๆสิ่งของคนที่คุณเรียกเขาว่าบ้านั่นล่ะ มามีในตัวคุณ

 
บางทีชีวิตคนในสังคม ต่างหากที่อาจบ้าก็ได้ เพราะพวกเราปล่อยให้กระแสจากทีวีวิทยุ และผู้คนรอบด้านชี้นำเราได้ง่าย ชักจูงให้เราเป็นในสิ่งตามกระแส และค่านิยม
และเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินเพื่อมาสนองค่านิยมต่างๆ
ผ่านวันผ่านปี เด็กเกิดมาเรียน เรียนจบทำงาน รับเงินเดือน หาแฟนแต่งงาน ซื้อของที่ต้องการ และออกงานสังคม แก่มารับบำนาญ เข้าออกโรงพยาบาล และชรารอวันตาย

 นี่ใช่ไหมชีวิตของคนปรกติที่ไม่บ้า

 
บางทีหากคุณมีเพียงหลักเท่านี้และในชีวิตไม่มีใจรักต่อเรื่องราวใดๆที่นอกกรอบจากสิ่งเหล่านี้บ้างเลย  มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จู่ๆคุณจะมาเข้าถึงจิตวิญญาณของวงการสาขาต่างๆ  และบรรยายถ่ายทอดมันได้ เว้นแต่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนบทความประเภทกระแสสังคม หรือเรื่องราวต่างๆในสังคมนิยมส่วนใหญ่ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่หากคุณอยากจะลองเขียนบทความในเรื่องที่ ใช้จิตวิญญาณในสิ่งที่มองไม่เห็นได้ง่ายทั่วไปในสังคม
ซึ่งเป็นเรื่องราวเฉพาะกลุ่มเฉพาะวงสังคมวงการหนึ่งแล้วล่ะก็  คุณต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น

 แน่นอนว่าหลายคนกล่าวไว้ว่าการเขียนบทความคือต้องมี รูปแบบชีวิตที่หลากหลาย ลุยมารอบด้านพอสมควรบ้างจะทำให้ได้เปรียบในเส้นทางนักเขียน
 
ถ้ารูปแบบความเป็นมาในชีวิตของคุณ เคยชินเพียงแต่ วัยเด็กตั้งใจเรียน
มีการได้ทำในเรื่องเปิดประสบการณ์อื่นๆเล็กน้อย ไปทัศนศึกษา  ชวนเพื่อนชวนกันทำเรื่องสนุกสนานเฮฮา ทำวีรกรรมนู่นนี่ ตามประสาเด็กๆ และวัยรุ่น
ได้เปิดประสบการณ์ด้วยการไปเที่ยวต่างจังหวัด ได้ดูหนังฟังเพลง เที่ยวผับ พอเข้าสู่มหาลัยก็ตั้งใจเรียนและเรียน คบแฟนเกี่ยวก้อยอินเลิฟ จบมาทำงานก็จับจ่ายใช้สอย ไปเที่ยวตากอากาศ 
ได้รู้จักผู้คนจากสาขาวิชาชีพนั่นนี่ แล้วจะมาพูดว่าคุณผ่านรสชาติชีวิตมามากและมีประสบการณ์มากแล้วล่ะก็

 

ผมขอบอกเลยว่ารูปแบบชีวิตแบบนั้นมันช่าง แสตนดาดร์พื้นฐาน มาก
คุณเคยเอาตัวคุณเองไปสัมผัสโลกในมุมอื่นๆบ้างกี่โลก?

โลกนั้นๆที่คุณเข้าไปสัมผัส เข้มข้นแค่ไหน มีเนื้อค่าอย่างไร และคุณลุยจนเข้าถึงได้แค่ไหนและนานเท่าใด คุณลุยจริงหรือเปล่า หรือคุณลุยในสภาพสบายๆตัวสบายกายและแวะชม

 คุณเคยมีวงการที่คุณมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าด้วยใจรัก เอาจริงเอาจังกับมันแบบสุดกู่ในวงการนั้น
มาแบบไหน เป็นวงการอะไร เข้มข้นแค่ไหนและนานเท่าใด

 คุณเคยเอาตัวเองเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของนอื่นๆอย่งจริงจังหรือไม่ สัมผัสชีวิตแบบไหน สัมผัสมันดีแค่ไหน จนเข้าสู่ถึงก้นบึ้งได้เท่าใด รุ้ลึกเจาะลึกในโลกของเขาได้เพียงใด

 เปรียบเปรยไปดั่งวงการนักดนตรี  ที่หลายคนจบมหาลัยดนตรีแต่ไม่สามารถผลิตผลงานเพลงให้โด่งดังได้ นั่นเพราะเขามีแค่ทฤษฎีแต่ยังขาดจิตวิญญาณในจิตใจที่จะมาผลักดันการแต่งเพลงของเขาได้ โดยที่จิตวิญญาณหลายด้านนั้นจำเป็นต้องได้จากประสบการณ์
ที่มันไม่ใช่มีในซีดี หนังสือ ยูทูปและห้องซ้อมดนตรี
มันเป็นประสบการณ์ที่คนผู้นั้นต้องไปใช้ชีวิตในรุปแบบนึงจึงจะเข้าใจ

 หาไม่แล้วก็ทำได้แค่เอาสำเนียงเพลงของไอดอล มามิกส์ผสมผสานตามแนวทางกันไปรอฟลุ๊คเจอสำเนียงที่โดนหูผู้ฟังเท่านั้น แต่มันจะไม่ใช่เพลงที่เกิดขึ้นจากจิตวิญญาณ

 จิตวิญญาณที่ได้จากรูปแบบการใช้ชีวิต ให้เข้าใจรสชาติของจิตใจในสภาวะการต่างๆ อย่างแท้จริงมันเป็นจิตวิญญาณคนละแบบกับจิตวิญญาณที่ ไปนั่งบิ้วท์ ฟิลลิ่ง มโนอุปโลกษณ์ปรุงแต่งทึกทักเอาเอง

 นักเขียนก็เช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องมีมันคือสิ่งเหล่านี้  ในยามที่คุณจะต้องเขียนเรื่องราวที่ต้องใส่อรรถรสแห่งจิตวิญญาณลงไป
ชนิดที่คนในวงการนั้นมาอ่านเจอก็เข้าใจได้อย่างแจ่มชัดในอรรถรสที่เข้มข้นได้ว่าคุณคือ คนจากโลกของเขาจริงๆ

 แต่หากว่าคุณไม่ใช่และพยายามจะฝืนทำแสร้งทำ เลียนสำเนียงเลียนสำนวนของผู้คนในวงการนั้น
มันอาจจะทำได้แต่มันก็ยากมากๆกว่าที่คุณจะเขียนได้สักบทความ ซึ่งต่างจากคนที่เขียนออกมาจากธรรมชาติความเป็นจริง

และผลงานที่เฟคออกมาก็อาจ ใช้ได้อ่านสนุกได้โลดแล่นในโลกนักอ่านได้
แต่มันอาจไม่รองรับความต้องการจากจิตใจของบางคน และการฝึกเป็นนักเฟคมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายซะด้วย จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนมาพอสมควร

 สำหรับเทคนิคส่วนตัวของผมเองแล้วเวลาที่จะต้องเขียนวงการที่ผมยังไม่มีจิตวิญญาณในโลกเหล่านั้นเพียงพอนัก  แต่ผมก็จะให้เวลาส่วนนึงเพื่อที่จะทำความเข้าใจในโลกแบบนั้นก่อนที่จะเริ่มเขียน
ซึ่งมันก็มักจะออกมาดีกว่า การไม่ทำขั้นตอนนี้ทุกครั้ง

 

ดังนั้นการเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณก่อนการเขียนถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากที่นักเขียนไม่ควรละเลย

 

 

การเขียนบทความ


การเขียนบทความ


 

ในโลกของคนเขียนบทความและการเขียนบทความนั้น ได้มีสถานและองค์กรหน่วยงาน
ต่างๆและสมาคมจากหลายแห่งได้พยายามจะจำกัดนิยามของคำว่าการเขียนบทความ
แต่สำหรับนิยามในความหมายสำหรับคนเขียนบทความอย่างผมนั้น การเขียนบทความ ก็คือการเขียนข้อมูลเรื่องราวต่างๆลงไป เป็นเรื่องราว ทั้งการบอกเล่า การวิเคราะ การรวบรวมข้อมูล การสอน การวิจารณ์ การรีวิว การรำพัน เหล่านี้เป็นต้น

 ซึ่งมันต่างจากนวนิยาย ที่มีการแยกบทเป็นพระเอกนางเอกมีการเน้นบทคำพูด มีเรื่องราวที่ยาวต่อเนื่องมากกว่า
 และต่างจากการเขียนข่าวประเภทรายงานข่าว ที่ไม่ใช่บทความข่าว
ต่างจากการเขียน กวี กลอน

 การเขียนบทความนั้นมีรูปแบบที่หลากหลาย และมีเอกลักษณ์ต่างกันไปในแต่ละบุคคล
มีปัจจัยสำคัญที่ต้องมีร่วมกัน หรืออาจมีต่างกันไป คนเยนบทความนั้น
บางคนมีพรสวรรค์ บางคนต้องแสวง  บางคนตั้งใจเล่าเรียนสาขาเหล่านี้มาโดยตรง
บางคนได้มาจากประสบการณ์ชีวิต บางคนเป็นนักคิดและเขาก็ฝึกเขียนได้ง่ายขึ้น
บางคนมีเสียงจากจิตใจและสมองที่เรียกร้องการถ่ายทอด
บางคนผ่านเรื่องราวที่เข้มข้นและหลากหลาย

 จึงจัดว่าการเขียนบทความนั้นสามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้จากหลายปัจจัย อันจะส่งผลในอรรถรสได้แตกต่างกันไป
และสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกฝนหลักปัจจัยต่างๆที่จะช่วย  ให้โอกาสในการมีความสามารถ ของคนเขียนบทความได้นั้น ก็จะต้องเรียนรู้ปัจจัยข้อต่างๆ ซึ่งท่านสามารถหาอ่านได้ในเวปบล๊อคแห่งนี้