วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การจัดเกรดคุณภาพของบทความ ทั้งแบบเขียนเองและแบบรีไรท์


เรื่องของระดับของคุณภาพบทความและรูปแบบการคัดลอกทำซ้ำดัดแปลง  และรีไรท์บทความ รวมไปถึงการกำเนิดบทความใหม่ในรูปแบบต่างๆ  นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญประเด็นหนึ่งที่นักเขียนบทความควรทำความเข้าใจ และแยกแยะให้ออก

ในปัจจุบันความต้องการบทความนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากขึ้นทุกที
 ในยุคที่สื่อออนไลน์ในอินเทอร์เนทเป็นสิ่งจำเป็นไปแล้วสำหรับชีวิตผู้คน
หลายคนเป็นนักเรียนนักศึกษาต้องทำรายงานส่ง
หลายคนจำเป็นต้องมีเวปไซต์ประจำตัวของตัวเอง  หลายองค์กรหน่วยงาน และสถานประกอบการห้างร้านบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องมีเวปไซต์เป็นของตน และหลายคนที่ต้องการหารายได้
จากการสร้างเวปไซต์ที่มีบทความดีๆและอัปเดทอย่างต่อเนื่อง

 แต่การเขียนบทความเนื้อหาข้อมูล ให้ได้ดีนั้น  ไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ในทุกคน
นอกจากจะต้องเหนื่อยแรงกายแล้ว  ยังต้องเหนื่อยแรงเค้น สมองอารมณ์ความคิดอีกด้วย
กว่าจะได้บทความแต่ละบท

 นอกจากจะพยายามฝึกฝนการเขียนด้วยตัวเองแล้ว บางคนก็หันไปเลือกใช้วิธีซื้อบทความ
บางคนใช้วิธีจัดจ้างนักเขียนบทความ และบางคนใช้การลอกบทความ

 แต่การลอกบทความนั้น อันแท้ที่จริงแล้วถือเป็นเรื่องที่สามารถฟ้องร้องกันได้
ซึ่งบางทีแล้วการฟ้องร้องค่าเสียหาย ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างยิ่งกว่ารายได้ของตัวบทความเองด้วยซ้ำ  ในระยะแรกนั้นมักเป็นเรื่องที่ผู้ถูกละเมิดมักจะไม่อยากเหนื่อยตามเอาเรื่องกับใคร
แต่เมื่อเริ่มมีกรณีตัวอย่างหลายๆกรณี และค่าเสียหายที่ได้รับค่อนข้างเป็นจำนวนพอสมควร
ทำให้ระยะหลังๆมีการติดตามเอาเรื่องกันอย่างไม่ลดละในหลายๆครั้ง
โดยเฉพาะสำหรับเวปไซต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีบริษัทจดทะเบียนด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่เสียหาย
 ไม่คุ้มค่ากับการนำบทความที่มาจากการลอกบทความนำมาใช้

การคัดลอกดัดแปลง และรีไรท์บทความ รวมไปถึงการกำเนิดบทความใหม่ในรูปแบบต่างๆ
นั้นมีหลายลักษณะ โดย ในที่นี้ผู้เขียนกำหนดเกรดไว้ดังนี้ คือ

1.บทความแบบก๊อปพาส Article copy &past หรือตัวย่อคือ ACP

วิธีนี้ใช้การก๊อปปี้ แล้วเอามาพาท ลงในเวปของตัวเองแบบตรงๆขโมยดื้อๆเลยโดยไม่ได้ขออณุญาต นี่คือวิธีการที่ทุเรศที่สุด และสะดวกที่สุด วิธีนี้มักใช้กันในเวปที่ทำในลักษณะปั่น หรือเวปขยะทั้งหลาย
แต่ระยะหลังๆระบบของเสริจเอนจิ้นมีวิธีจัดการกับเวปที่สร้างทีหลังแต่มีบทความซ้ำชาวบ้าน ด้วยบทลงโทษนานาชนิด อย่างเช่นการให้หลุดออกจากการค้นหาของเสริจเอนจิ้นเป็นต้น


2. บทความแบบตัดต่อคำ  Article editing หรือ AET

การต่อเติมคำ ใช้การต่อเติมคำตัดตอนคำตัดแปะบางวรรคบางท่อนเพื่อให้แนบเนียน แต่การทำแบบนี้นั่นคือการทำลายธรรมชาติของอรรถรสในเนื้อหา ทำให้กลายเป็นได้บทความที่มีความตกเกรด

 3.บทความแปลงสำนวน Article adapt phrase หรือADP
ใช้การแปลงสำนวน ในระดับนี้จะเริ่มยกระดับจากการก๊อปมาเริ่มกลายพัณธ์เป็นการรีไรท์ขึ้นมาระดับนึง
วิธีนี้  คือการเล่าเรื่องเรียบเรียงในเนื้อเดียวกัน  แต่น้ำไม่เหมือนกัน มีการปรุงแต่งสำนวน
แต่วิธีนี้ผู้รีไรท์จะต้อง มีวาทศิลปในด้านสำนวนที่เก่งกาจจึงจะสามารถ ใส่อรรถรสเข้าไปชดเชย
การตกเกรดของบทความที่เสียรูปธรรมชาติไป


4.บทความปรับแก้  Article Correction หรือ ACR

ใช้การแปลงสำนวน และเรียบเรียงใหม่ และเพิ่มเติมข้อมูล และเพิ่มคำที่ควรเพิ่มเพื่อให้บทความมีพลังขึ้น วิธีนี้ก็คือไปเอาบทความของชาวบ้านมาโมดิฟลายอัพเกรด วิธีนี้จัดว่าเป็นการรีไรท์เต็มระดับ  แต่ผู้เขียนต้องมีความสามารถในการเรียบเรียงที่เก่ง  มองเห็นจุดบกพร่องของการเรียบเรียง ของต้นฉบับ และนำเอามาเรียบเรียงใหม่ เพิ่มคำและภาษาเข้าไป ใส่สำนวนเข้าไปด้วย อีกทั้งขยายเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนเข้าไปอีกด้วย   การรีไรท์ในระดับนี้จะเริ่มต้องใช้สมองมากขึ้น ค่อนข้างเหนื่อยเช่นกัน แต่ก็ถือว่า ยังเป็นรูปการที่ฉกฉวยงานเขียนของชาวบ้านอยู่ในระดับหนึ่งอยุ่ดี


5.บทความแบบเวอร์ชั่นใหม่ Article newVersion  หรือ  ANV

ใช้การอ่านและสรุปทำความเข้าใจและเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับโดยอาศัยองค์ความรู้ที่ได้อ่านจากบทความนั้น  จัดทำการเรียบเรียงและเล่าเรื่องด้วยสไตล์ของตนเอง
การรีไรท์ในระดับนี้เริ่มอยู่ในจุดที่เริ่มจะยอมรับกันได้ในวงการ ของบทความ
แต่ทว่า เวลาที่คนอ่านก็จะพบว่าบทความ สองบทความคือการกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน เหมือนดูหนังที่อาศัยตำนานเดียวกันแต่ทำกันคนละเวอร์ชั่น และยังอาศัยรากเหง้าของอีกเวอร์ชั่นมาใช้อีกด้วย


6.บทความแบบเพิ่มคุณภาพ  Article Upgrade หรือ A-UP

ใช้การรวบรวมอ่านบทความจากหลายแห่งที่เป็นเรื่องในหมวดหมู่ร่วมกัน นำเอาองค์ความรู้หรือเนื้อหาจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน   วิธีแบบนี้จัดว่าเป็นวิธีที่บทความมีการกำเนิดใหม่ และเริ่มมีส่วนในการช่วยเพิ่มความรู้จรรโลงโลก เริ่มมีประโยชน์ในตัวของมันไม่ซ้ำซากกับสิ่งที่มีอยู่เดิม
เพราะบทความนี้คือการกลั่นกรองความรู้จากหลายแห่ง นำมาผสมกันกระชับร่วมกันและรวบรวมต่อเนื่องกัน แต่ผู้เขียนควรมีความฉลาดในเล็งเห็นจุดเชื่อมโยงกัน และต้องมีสำนวนและสไตล์การเขียนที่มีอรรถรสอีกด้วย


7.บทความจากตัวตน ความคิด Article Body SENSE หรือ A-SENSE

บทความที่ถ่ายทอดความรู้ ความคิดอ่านมุมมอง จากของตัวเองล้วนๆ ไม่ลอกใคร อาจจะเหมือนบทความอื่นบ้างแต่ก็ไม่ได้เจตนาตั้งใจ
ซึ่งบทความลักษณะนี้นั้น มีความกำเนิดเองจากผู้เขียนแทบทั้งหมด ผู้เขียนต้องถ่ายทอดอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ความรู้และจินตนาการเข้าไปล้วนๆ จัดเป็นบทความที่ต้องใช้พลังเป็นอย่างมาก และยังสามารถเกิดเนื้อหาแปลกใหม่ขึ้นมาได้อีกด้วย


8.บทความแห่งการสรรค์สร้าง    Article Creative หรือ ACT
บทความที่อาศัยการศึกษา การคิดค้น หรือแม้แต่ถึงขั้นทำวิจัย
ให้ลึกซึ้งแตกฉานในระดับที่เกิดการผลักดันองค์ความรู้ให้ก้าวเพิ่มมากขึ้น ในเรื่องที่ต้องการเขียน
คิดอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะลงมือเขียนแต่ละบรรทัด หรือหากเป็นบทความประเภท แนวคิดหรือปรัชญาหรืออรรถรสทางจิตใจ  ผู้เขียนก็ได้ตั้งใจทำอารมณ์ รวบรวมจิตวิญญาณ ใส่เข้าไปในตอนเขียน
หรือเรื่องที่ต้องใช้จินตนาการ และฟิลลิ่งในการเขียนผู้เขียนก็ได้ เฝ้ารอจังหวะที่จิตใจความคิดมีมากในพลังเหล่านั้นจึงได้ลงมือถ่ายทอดลงไป หรือบางบทความ ที่ต้องอาศัยแม้แต่การเฝ้ารอในสภาวะที่หยั่งรู้ถึงมุมมองเหล่านั้น ก่อนจึงจะลงมือเขียนได้ บทความในระดับนี้ถือว่าเป็นบทความที่มีจิตวิญญาณ อยู่ในบทความและมีคุณภาพในแง่ของความตั้งใจทำอย่างเข้มข้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น