คนที่มักถูกกล่าวคำครหาเหล่านี้ใส่
ส่วนมากก็มักจะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นต่อวงการใดวงการนึง
มีความเข้มข้นต่อโลกส่วนตัวที่เขารักสูง
อาจจะมีอารมณ์รุนแรงหรืออ่อนไหวต่อเรื่องราวนั้นๆบางคนบ้ามวย บ้าบอล บ้าวงการนักร้อง บ้าดารา บ้าอิเลคทรอนิกส์ฯลฯ
ที่ต้องใช้คำว่าบ้านั้น
เพราะบางคนไม่ได้เป็นในลักษณะแค่รักตั้งใจใฝ่ตนในหนทางนั้น
แต่บางคนเป็นเอาหนักแทบทุกลมหายใจ
ไม่ว่าเสื้อผ้ารองเท้า รูปภาพในห้อง คำพูดและการกระทำ
มักจะเป็นสิ่งที่มีแต่สัญลักษณ์ของวงการเหล่านั้นมาเกี่ยวข้อง
เราจะไม่ชี้นำสรุปตอบว่าอะไรมันคือดีไม่ดี
สมควรหรือไม่สมควร
แต่ทว่า
การที่คุณจะเขียนบทความ ที่ต้องการความเข้มข้นทางจิตวิญญาณเข้าไปด้วย
คุณจำเป็นต้องมีในหลายๆสิ่งของคนที่คุณเรียกเขาว่าบ้านั่นล่ะ มามีในตัวคุณ
และเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินเพื่อมาสนองค่านิยมต่างๆ
ผ่านวันผ่านปี เด็กเกิดมาเรียน เรียนจบทำงาน รับเงินเดือน หาแฟนแต่งงาน ซื้อของที่ต้องการ และออกงานสังคม แก่มารับบำนาญ เข้าออกโรงพยาบาล และชรารอวันตาย
นี่ใช่ไหมชีวิตของคนปรกติที่ไม่บ้า
แต่หากคุณอยากจะลองเขียนบทความในเรื่องที่ ใช้จิตวิญญาณในสิ่งที่มองไม่เห็นได้ง่ายทั่วไปในสังคม
ซึ่งเป็นเรื่องราวเฉพาะกลุ่มเฉพาะวงสังคมวงการหนึ่งแล้วล่ะก็ คุณต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น
แน่นอนว่าหลายคนกล่าวไว้ว่าการเขียนบทความคือต้องมี
รูปแบบชีวิตที่หลากหลาย ลุยมารอบด้านพอสมควรบ้างจะทำให้ได้เปรียบในเส้นทางนักเขียน
มีการได้ทำในเรื่องเปิดประสบการณ์อื่นๆเล็กน้อย ไปทัศนศึกษา ชวนเพื่อนชวนกันทำเรื่องสนุกสนานเฮฮา ทำวีรกรรมนู่นนี่ ตามประสาเด็กๆ และวัยรุ่น
ได้เปิดประสบการณ์ด้วยการไปเที่ยวต่างจังหวัด ได้ดูหนังฟังเพลง เที่ยวผับ พอเข้าสู่มหาลัยก็ตั้งใจเรียนและเรียน คบแฟนเกี่ยวก้อยอินเลิฟ จบมาทำงานก็จับจ่ายใช้สอย ไปเที่ยวตากอากาศ
ได้รู้จักผู้คนจากสาขาวิชาชีพนั่นนี่ แล้วจะมาพูดว่าคุณผ่านรสชาติชีวิตมามากและมีประสบการณ์มากแล้วล่ะก็
ผมขอบอกเลยว่ารูปแบบชีวิตแบบนั้นมันช่าง
แสตนดาดร์พื้นฐาน มาก
คุณเคยเอาตัวคุณเองไปสัมผัสโลกในมุมอื่นๆบ้างกี่โลก?
โลกนั้นๆที่คุณเข้าไปสัมผัส
เข้มข้นแค่ไหน มีเนื้อค่าอย่างไร และคุณลุยจนเข้าถึงได้แค่ไหนและนานเท่าใด
คุณลุยจริงหรือเปล่า หรือคุณลุยในสภาพสบายๆตัวสบายกายและแวะชม
คุณเคยมีวงการที่คุณมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าด้วยใจรัก
เอาจริงเอาจังกับมันแบบสุดกู่ในวงการนั้น
มาแบบไหน
เป็นวงการอะไร เข้มข้นแค่ไหนและนานเท่าใด
คุณเคยเอาตัวเองเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของนอื่นๆอย่งจริงจังหรือไม่
สัมผัสชีวิตแบบไหน สัมผัสมันดีแค่ไหน จนเข้าสู่ถึงก้นบึ้งได้เท่าใด
รุ้ลึกเจาะลึกในโลกของเขาได้เพียงใด
เปรียบเปรยไปดั่งวงการนักดนตรี
ที่หลายคนจบมหาลัยดนตรีแต่ไม่สามารถผลิตผลงานเพลงให้โด่งดังได้
นั่นเพราะเขามีแค่ทฤษฎีแต่ยังขาดจิตวิญญาณในจิตใจที่จะมาผลักดันการแต่งเพลงของเขาได้
โดยที่จิตวิญญาณหลายด้านนั้นจำเป็นต้องได้จากประสบการณ์
ที่มันไม่ใช่มีในซีดี
หนังสือ ยูทูปและห้องซ้อมดนตรี มันเป็นประสบการณ์ที่คนผู้นั้นต้องไปใช้ชีวิตในรุปแบบนึงจึงจะเข้าใจ
หาไม่แล้วก็ทำได้แค่เอาสำเนียงเพลงของไอดอล
มามิกส์ผสมผสานตามแนวทางกันไปรอฟลุ๊คเจอสำเนียงที่โดนหูผู้ฟังเท่านั้น
แต่มันจะไม่ใช่เพลงที่เกิดขึ้นจากจิตวิญญาณ
จิตวิญญาณที่ได้จากรูปแบบการใช้ชีวิต
ให้เข้าใจรสชาติของจิตใจในสภาวะการต่างๆ
อย่างแท้จริงมันเป็นจิตวิญญาณคนละแบบกับจิตวิญญาณที่ ไปนั่งบิ้วท์ ฟิลลิ่ง
มโนอุปโลกษณ์ปรุงแต่งทึกทักเอาเอง
นักเขียนก็เช่นกัน
สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องมีมันคือสิ่งเหล่านี้
ในยามที่คุณจะต้องเขียนเรื่องราวที่ต้องใส่อรรถรสแห่งจิตวิญญาณลงไป
ชนิดที่คนในวงการนั้นมาอ่านเจอก็เข้าใจได้อย่างแจ่มชัดในอรรถรสที่เข้มข้นได้ว่าคุณคือ
คนจากโลกของเขาจริงๆ
แต่หากว่าคุณไม่ใช่และพยายามจะฝืนทำแสร้งทำ
เลียนสำเนียงเลียนสำนวนของผู้คนในวงการนั้น
มันอาจจะทำได้แต่มันก็ยากมากๆกว่าที่คุณจะเขียนได้สักบทความ
ซึ่งต่างจากคนที่เขียนออกมาจากธรรมชาติความเป็นจริง
และผลงานที่เฟคออกมาก็อาจ
ใช้ได้อ่านสนุกได้โลดแล่นในโลกนักอ่านได้
แต่มันอาจไม่รองรับความต้องการจากจิตใจของบางคน
และการฝึกเป็นนักเฟคมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายซะด้วย
จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนมาพอสมควร
สำหรับเทคนิคส่วนตัวของผมเองแล้วเวลาที่จะต้องเขียนวงการที่ผมยังไม่มีจิตวิญญาณในโลกเหล่านั้นเพียงพอนัก
แต่ผมก็จะให้เวลาส่วนนึงเพื่อที่จะทำความเข้าใจในโลกแบบนั้นก่อนที่จะเริ่มเขียน
ซึ่งมันก็มักจะออกมาดีกว่า
การไม่ทำขั้นตอนนี้ทุกครั้ง
ดังนั้นการเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณก่อนการเขียนถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากที่นักเขียนไม่ควรละเลย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น