การเขียนบทความเชิงสุขภาพนั้น ข้อที่ง่ายดายของมันก็คือในโลกของอินเทอร์เนทนั้นมีข้อมูลในด้านนี้อยู่เพียบให้คุณไปนำมาเขียน
แต่ทว่า บทความเหล่านั้นก็จะเป็นบทความสุขภาพที่หาอ่านได้ทั่วๆไป อาจไม่สร้างแรงดึงดูดให้คนติดตามตอนต่อไปเท่าใดนัก
แต่หากว่าคุณตั้งใจเรียนรู้เข้าใจโลกในวงการสุขภาพ ด้วยตนเองบ้างให้เวลากับมันอย่างจริงจังสักระยะ
คุณจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราว ที่มันต้องอธิบายเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่องได้
และเกิดความแปลกใหม่อีกด้วย
นอกจากนี้ความลับก็คือคุณเคยสงสัยไหมว่า นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ หรือแม้แต่
เทรนเนอร์ฟิสเนทจะมีประโยชน์อะไร
เพราะเราเองก็สามารถจะไปหาอ่านเอาข้อมูลต่างๆได้ แต่ความลับก็คือ เรื่องของสุขภาพและสูตรต่างๆที่มีกันทั่วอินเทอร์เนทนั้น มันต้องขึ้นอยู่กับบุคคลที่เหมาะสมด้วย
เพราะในหลักสุขภาพแล้ว คนเรานั้นมีรูปแบบชีวิตไม่เหมือนกัน มีกรุ๊ปเลือดมีเพศ มีรุปร่าง มีมวลกระดูก มีวิถีชีวิตเวลาตื่นเวลานอน เวลาถ่าย เวลากิน ไม่เหมือนกัน มีความฟิตแตกต่างกัน มีความแข็งแรงไม่เท่ากัน มีเวลาและภาระหน้าที่ไม่ตรงกันและไม่เหมือนกัน มีโรคประจำตัวไม่เหมือนกัน มีอาการแพ้ไม่เหมือนกัน
ดังนั้นสรุปง่ายๆเลยว่า จนแล้วจนรอด สูตรและวิธีในอินเทอร์เนทที่มีมากมายหลายตำรา บางทีก็ขัดกันเองนั้น
ต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการมาวิเคราะห์รูปแบบของบุคคลๆนั้นที่จะนำไปใช้ด้วย รวมทั้งต้องประยุกต์ตำราให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ด้วย
ทำให้โลกนี้ต้องมีอาชีพ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ หรือแม้แต่
เทรนเนอร์ฟิสเนท ขึ้นมา
และก็มีกลุ่มของผู้คนที่เข้าใจข้อนี้และมักจะสนใจติดตามอ่าน บทความของคนที่ตอบโจทย์ของเขาได้
ดังนั้นการเขียนบทความออกกำลัง แบบบทความคุณภาพจริงๆนั่นก็คือ
1.คุณควรมีความรู้จริงๆอยู่ บ้างพอสมควร
2.หากคุณอาศัย การคอยหาข้อมูลต้นฉบับจากแหล่งใดคุณต้องคอยตามติดแหล่งนั้น เพราะมันจะเกิดความต่อเนื่องกัน แต่หากคุณไปเน้นกระจายหยิบบทของคนนั้นมาคนนี้มา มันก็กลายเป็นคอลัมภ์ทั่วๆไป ที่ไม่มีความสัมพัณธ์กันเป็นสูตรเดียวกัน
ซึ่งผมได้นำบทความตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งเป็นบทความที่ผมได้เขียนขึ้นไว้ในเวปของผมเองโดยอาศัยความรู้จากประสบการณ์ความรู้ของตัวเองล้วนๆ และขอสงวนสิทธิ์ให้ดูเป็นตัวอย่างสักบทหนึ่งดังนี้
ตัวอย่าง
รูปแบบการออกกำลังกาย4ระดับ
หลักใหญ่ๆของชนิดการออกกำลังกายเพื่อการ จัดการกับรูปร่างนั้น
จะมีด้วยกันอยู่4แบบ
1.แบบเน้นการเผาผลาญแครอลี่ตลอดทั้งวัน
การให้ร่างกายได้รับการเผาผลาญแคลอรี่ในลักษณะนี้จะมีลักษณะการ บรูณาการทั้งร่างกาย
ซึ่งก็คือการเน้นใช้พลังงานในร่างกายโดยไม่คำนึงถึงรูปแบบ
ไม่เน้นประสิทธิภาพของชนิด
แต่เน้นที่จะให้ร่างกายได้ทำหลายสิ่งหลายอย่าง ประกอบกิจกรรมอยู่เสมอไม่อยู่เฉยเกียจคร้าน
สำหรับในแบบนี้ ยึดถือได้จากการเคลื่อนไหวทุกสิ่งทุกอย่างและการใช้แรงทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะขยับตัวหรือจะยืนแบกน้ำหนักตัวเองไว้เฉยๆ
ไม่ว่าจะทำงานหรือทำกิจกรรมใดๆ
หรือจะทำงานบ้านล้างรถล้างจานอะไรก็ตามแต่
สิ่งเหล่านี้ใช้ได้หมด
ที่จริงแล้วระบบนี้มีข้อดีมาก
ก็คือใช้การผสมผสานและทำเรื่องต่างๆตามใจชอบ
ไม่ต้องซีเรียสมากมายอะไรกับรูปแบบการใช้พลังงาน
และในขั้นที่สูงขึ้นของ การออกกำลังในแบบนี้มักจะอยู่ในระดับของแบบที่นักกีฬาทั่วๆไปมักใช้กันในรูปของการ วอมร์อัพหรือการเอ๊กเซอร์ไซด์ เพียงแต่เรานำมันมาทำติดๆ กันในระยะที่ใช้เวลามากในแทบจะตลอดทั้งวัน
แต่
ทำไมผู้คนที่ทำในสิ่งพวกนี้ หลายคนกลับไม่ใช่คนตัวผอม
ยกตัวอย่างเช่น บางคนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ บางคนเป็นถึงกรรมกรแบกหามทั้งวัน
แต่ทำไมหลายคนยังตัวอ้วนลงพุง
คำตอบก็คือ
เพราะมันมีปัจจัยเกี่ยวข้องอื่นๆอีกนั่นเอง
เช่นไม่สัมพัณธ์กับการกินและการนอน
การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลแน่นอนกับระบบพลังงานของร่างกาย
อีกทั้งยังมีเรื่องของระบบการย่อยและระบบการเผาผลาญ
ส่วนในเรื่องการกินนั้น
บางคนทำกิจกรรมทำงานทั้งวันแต่พอตกเย็นก็กลับ ซดเบียร์
นอนดูทีวี
หรือแม้กระทั่งกรรมกรใช้แรงงาน เลิกงานด้วยความล้า
ก็เปิบข้าวมื้อใหญ่ทดแทนเป็นหม้อ
แถมกินเสร็จก็อาบน้ำเข้านอนทันทีอีกต่างหาก
หรือบางคนทำกิจกรรมมาเยอะจริงแต่ก็เที่ยวน่าดูหรือกินเพิ่มขึ้นมากเป็นเงาตามตัว
หรือแม้กระทั่งหลายๆคนที่เข้าฟิสเนททุกวัน
วิ่งเครื่องวิ่งทุกวันชนิดที่เสื้อเปียกโชก
แต่ก็ยังลงพุงก้นย้อยกันทั้งปี
นั่นก็เพราะจัดอาหารไม่ถูกต้อง
จัดเวลาการรับประทานไม่ถูก
จัดชนิดของอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อไม่ถูก
และมีความรู้เกี่ยวกับอาหารไม่ถูก
จัดรูปแบบการออกกำลังไม่ถูก
หรือไม่ก็มีการกินการฝึกในลักษณะผิดๆ
หักโหมและเจอสภาพโยวโย่วเอ๊ฟเฟควนเวียนไปมา
บางคนอด5วันแล้ววันต่อมากินเป็นช้างแล้วก็อดใหม่อีกทีสลับกับตบะแตกแบบนั้นทั้งปี
สิ่งเหล่านี้นั้นก็ล้วนเป็นสาเหตุนึงในอีกหลายๆสาเหตุ
ทั้งที่จริงแล้วสำหรับคนที่
มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวเผาผลาญพลังงานทั้งวันมากอยู่แล้วนั้น
หากเราปรับการกิน
การนอนให้อยู่ในวินัย ก็จะช่วยได้อย่างเห็นผลอัศจรรย์
โดยเฉพาะหากทำอย่างถูกต้องมีแบบแผน
มีโปรแกรมที่เหมาะสม
มันจะไม่ทรมานเลยด้วยซ้ำ
และชีวิตจะยังมีความสุขสบายๆแบบค่อยเป็นค่อยไปได้อย่างเห็นผลแม่นยำกว่า
หรือพูดง่ายๆเลยว่า สำหรับท่านที่อยากผอมแบบง่ายๆ
ไม่ต้องไปเข้าฟิสเนทไม่ต้องไปออกกำลังอะไรที่เข้มขึ้น
ขอเพียงท่านปรับการกินและการนอน การออกกำลังให้เหมาะสม
มันจะส่งผลให้ดีขึ้นได้แน่นอน
แต่เหมาะสมอย่างไรนั้น
คุณต้องเรียนรู้ครับ
และขอเน้นว่าเรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองอีกด้วย
ไม่มีเวปที่ไหนไม่มีหนังสือตำราเล่มใด
ที่จะออกแบบโปรแกรมแบบเฉพาะสำหรับคนใดคนหนึ่งได้
ดังนั้นขอให้
พยายามทำความเข้าใจปรับใช้กับตัวเองให้เหมาะสม
อย่าไปตั้งหน้าตั้งตาทำตาม
กับสิ่งที่เหมารวมเหล่านั้นอย่างไม่คัดกรองหรือถ้าไม่เข้าใจสิ่งใด
2การทำแอโรบิค
การทำแอโรบิคนั้น
ไม่ใช่หมายถึงการเต้นแอโรบิค
แต่มันหมายถึงการออกกำลังเคลื่อนไหวติดต่อกันในท่วงท่าต่างๆ
อย่างมีเป้าหมายและมีการกำหนดเวลา
รวมทั้งมีอัตราการเคลื่อนไหวอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับที่จัดว่า อยู่ในเกณท์ของการแอโรบิค
เช่นการเต้นแอโรบิก การวิ่งจ๊องกิ้งความเร็วน้อย
การปั่นจักยานทางไกลหรืออะไรก็ตามที่เป็นลักษณะการออกกำลังที่ไม่เหนื่อยหัวใจเต้นเร็วมากเกินไปนัก
แต่อาศัยการทำติดต่อกันเป็นเวลามากๆ
ที่คุณสามารถเลือกใช้ได้
หรือแม้แต่การขยับตัวในท่าทางต่างๆติดต่อกัน
สิ่งเหล่านั้นถือเป็นการแอโรบิค
แทบทั้งนั้น
การทำแอโรบิคนี้ มักจะอาศัย
ความนานของการออกกำลังเป็นจุดเด่น
ดังนั้นสิ่งที่กระทำนั้นควรเป็นสิ่งที่ทำติดต่อกันได้
ในระยะเวลานาน
และทำเสร็จแล้วร่างกายมีโอกาสที่จะ เกิดอาการโอเวอร์เทรน
อาการช๊อค อาการหักโหม
อาการบาดเจ็บน้อยมาก
มันจึงจัดว่าเป็นการออกกำลังที่ทำได้แทบทุกวัย
และยังมีข้อดีที่เนื่องจากความสะดวกในการทำ
มันจึงทำให้คุณทำมันได้แทบทุกเวลาและทุกสถานที่
มันคือสิ่งที่ช่วยกำจัดพลังงานส่วนเกินที่ได้รับมาจากอาหารในแต่ละวันได้ดีที่สุด
และทำให้สุขภาพภายในแข็งแรงได้อย่างเด่นชัดอย่างมาก
แบบที่สองนี้จะส่งผลให้คุณได้รับสุขภาพภายในที่ดีขึ้น
แข็งแรงขึ้น
สุขภาพผิวที่ดีขึ้น
และเห็นผลในการจัดการกับรูปร่างได้เร็วขึ้น
3การเบรินไขมัน และการทำคาร์ดิโอ
สำหรับข้อนี้นั้น
มันต่างจากข้อที่ผ่านมาอย่างไร ความต่างของมันก็คือ
แบบแรกนั้นจะเป็นการปรับสภาพร่างกาย
และไขมันจะลดทีละน้อยแม้จะค่อนข้างใช้เวลาระยะยาวแต่ก็ส่งผลรวมในทางดีและไม่หักโหม
แต่สำหรับในข้อสามนี้
มันว่ากันถึงเรื่องการออกกำลังที่กระตุ้นกับการเผาผลาญไขมันสะสมเดิมโดยตรง
และเร่งผลให้รวดเร็วกว่าแบบที่ผ่านมา
เพราะแบบที่ผ่านมานั้นใช้หลักของการเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่กินในวันนั้นๆ
ไม่ให้เหลือสะสม
และทำให้ร่างกาย จัดสภาพร่างกายใหม่
แต่สำหรับการเบรินนั้น
มันจะส่งผลได้กับการเผาผลาญไขมันที่มีอยู่เดิมในวันนั้นๆ
รวมทั้งเร่งอัตราการย่อยอาหาร
เผาผลาญพลังงานอาหารในประจำวันได้ในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย
อีกทั้งยังลดไขมันเฉพาะส่วนได้อย่างเห็นผล
เพราะแบบสองข้อแรกที่ผ่านมานั้นหากบางท่าน
เลือกที่จะทำในแบบน้อยๆ อาศัยการทำงานบ้านการเดินตลาดบ้าง
การทำกิจกรรมทั่วไป
ควบคู่ไปกับวินัยการกินที่ดี ซึ่งนั่นมันทำให้คุณผอมลงได้
แต่มันอาจหลงเหลือไขมันสะสมในบางส่วนที่กำจัดไม่ออกได้สักที และ
อาจยังเป็นคนผอมที่แลดูเป็นคนผอมทั่วไป
ไม่ใช่หุ่นแบบนักออกกำลังกาย
เนื่องจากร่างกายไม่ได้ผ่านการฝึกให้รับสภาวะที่เข้มข้นขึ้น
แต่สำหรับการเบรินไขมัน มักจะอาศัยสูตรหลากหลาย
ว่ากันในเรื่องหลักของคาร์ดิโอที่เข้มข้นขึ้น
ว่ากันในเรื่องของการออกกำลังที่ต้องมีระดับการเต้นของหัวใจในอัตตราที่กำหนด
ต้องมีระดับความเหนื่อยที่เหมาะสมและต้องทำติดต่อกันจนถึงระยะเวลาที่กำหนด
บางสูตร
มีการระบุช่วงเวลาจังหวะการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่ออกกำลัง
เช่น
วิ่งความเร็วเท่านี้ในช่วงเวลานึงจากนั้นเมื่อถึงระยะทางนึงใช้อีกความเร็วหรือใช้อีกแรงต้าน
หรือช้าสลับเร็ว
แต่การใช้สูตรที่ซับซ้อนแบบนี้
ควรใช้โดยความรอบคอบ
โดยพิจารณาจากคุณสมบัติเฉพาะของร่างกายแต่ละคนที่แตกต่างกัน เพราะมันอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อร่างกายได้
หากทำไปอย่างส่งเดช ติดต่อกัน เช่นการบาดเจ็บ หรือการกระทบต่อสุขภาพเช่นเรื่องความดัน หัวใจ หลอดเลือดสมอง และโรคประจำตัวทั้งที่เป็นอยู่แล้วหรือที่แอบแฝงในร่างกายให้กำเริบขึ้นมา
แต่การเบรินก็ยังมีในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน
เช่นการวิ่งในระยะทางที่กำหนดและมีอัตตราความเร็วค่อนข้างเสมอกันไป
สำหรับการออกกำลังในรูปแบบให้เกิดสภาวะการเบรินได้นั้น
มีหลายรูปแบบที่ช่วยได้
ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือปั่นจักรยานสลับความเร็ว การว่ายน้ำสลับความเร็ว หรือ
การชกลม การกระโดดเชือก หรือการทำแอร์โรบิคที่หนักหน่วงขึ้น
สำหรับข้อนี้
จะค่อนข้างทำในระยะเวลาที่น้อยกว่าข้อที่1และ2
เนื่องจากมันค่อนข้างที่จะเหนื่อยล้าสูง
รวมทั้งอาจส่งผลเสียกับสุขภาพหรือแม้กระทั่งบาดเจ็บได้
หากกระทำในลักษณะหักโหม
ดังนั้นสำหรับนักออกกำลังมืออาชีพ
ก็มักจะทำทั้งแบบข้อ1เข้าเสริมและแบบข้อ2ข้อ3รวมกัน
ใช้คุณสมบัติที่ดีของแต่ละแบบเข้ามาเกื้อหนุนกัน
จัดตารางเอาไว้เป็นชุดอย่างเหมาะสม
4 เวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกับแรงต้าน
สำหรับในข้อ4นี้
การเวทเทรนนิ่งให้ผลที่แตกต่างกับข้ออื่นๆที่ผ่านมายังไง
ขอชี้แจงว่า ในแบบอื่นๆที่ผ่านมานั้น
มันช่วยด้านเผาผลาญพลังงานประจำวัน ทำให้ร่างกายผอมลง
ในแบบที่สาม มันช่วยกำจัดไขมันเฉพาะส่วน
และช่วยเพิ่มอัตตราการเผาผลาญอาหารให้ผอมเร็วขึ้น
รวมทั้งช่วยทำให้ร่างกายดูเฟริมส์ขึ้นกระฉับกระเฉงขึ้น
แต่ในแบบที่สี่นี้
สิ่งนี้มันจะช่วยให้รูปร่างของคุณ
เกิดคำว่าสัดส่วน
ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะต้องการสัดส่วนที่จุดไหน คุณจำเป็นต้องพึ่งการฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างแน่นอน
สิ่งนี้มันจะทำให้คุณเดินไปที่ใด
จะดูไม่เหมือนคนทั่วๆไป
รูปร่างของคุณจะดูดีในลักษณะที่
เตะตาผู้คน
หรือแม้แต่คุณยังได้ความแข็งแรงของสัดส่วน
สามารถมีพลังในกิจกรรมประจำวันที่ต้องใช้แรงต้านหรือรับแรงต้านได้อย่างดี
สำหรับข้อที่สี่
คือเวทเทรนนิ่งนี้นั้น
มันจะทำให้ร่างกายคุณดูเป็นนักกีฬา
หรือแม้แต่เป้าหมายที่มุ่งสู่หุ่นนายแบบนางแบบ
หรือแม้จะไม่หวังเอาขนาดนั้น
แต่มันจะทำให้ร่างกายของคุณ มีสัดส่วนแน่นอน
ทำให้ร่างกายมีส่วนโค้งเว้าส่วนนูน
ได้อย่างชัดเจน
ตามลักษณะเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่นบางคนต้องการอกผายไหล่ผึ่ง
เดินองอาจขึ้น
บางคนต้องการ มีเอวเว้าสะโพกสวยขาสวย แขนไม่ย้อย
บางคนต้องการ
หุ่นเพรียว มีทรง
บางคนต้องการมีซิคแพ็ค หรือสะโพก
ต้นขาดูดี
หรือบางคนต้องการมากกว่านั้นเช่นเป็นนักกล้าม
นักเพาะกาย
อันนี้ก็แล้วแต่โปรแกรมที่วางไว้
ของแต่ละคน
ซึ่งการเวทเทรนนิ่งนี้
มีรูปแบบการฝึกที่แตกต่างกันออกไปอีกตามจุดประสงค์ของแต่ละคน
การฝึกเวทเทรนนิ่งก็คือการฝึกออกกำลังกับแรงต้าน
ไม่ว่าจะเป็นแรงดึงแรงยกแรงงัดแรงถีบ
โดยมีเรื่องของการใช้น้ำหนักเข้ามาให้ร่างกายได้ออกแรงต้าน
มีเป้าหมายทำปฏิกริยากับกล้ามเนื้อในหลายระดับความเข้มของผู้ฝึก
เช่นผู้ฝึกที่ตังเป้าที่
ความกระชับก็มักที่จะใช้น้ำหนักที่รักษาความคงรูปและอาศัยความล้า
เข้าฝึกฝนให้ร่างกายพัฒนาความกระชับ
หรือผู้ฝึกที่ตั้งเป้าหมายให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น
หรือเป็นทรงขึ้น
กลุ่มนี้จะมีการทำให้มีเส้นใยของกล้ามเนื้อชนิดที่ซ่อมแซมตัวเองได้
เกิดการถูกทำลายบางๆ
และทำการซ่อมตัวเองให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
หากกินในระดับปรกติ
ก็จะเกิดการจัดทรวดทรงของกล้ามเนื้อ
ในขนาดที่ใกล้เคียงกับขนาดเดิม
หรืออาจเล็กกว่าขนาดเดิมหาก
ลดอาหาร แต่ก็จะเป็นทรงเป็นรูปร่างที่ดีขึ้น
แต่หากกินอาหารในลักษณะที่บำรุงตัวเอง
ตามเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม
ก็จะทำให้กล้ามเนื้อขยายขนาดขึ้นได้
อย่างเช่นกลุ่มนักเพาะกาย
โดยนักเพาะกายจะอาศัยการฝึกกับน้ำหนักที่ หนักกว่า
มากกว่า
และมีเทคนิคการฝึกเฉพาะตัวกว่า เสริมเข้าไปอีกด้วย
แต่โดยรวมๆแล้วท่าในการเล่นและอุปกรณ์ในการเล่น
ส่วนใหญ่แล้วสามารถใช้ร่วมกันได้กับผู้ฝึกทุกจุดประสงค์ทุกเป้าหมาย
สำหรับการฝึกเวทเทรนนิ่ง
จะแบ่งเป็นหลายท่า
หลายอุปกรณ์และหลายเป้าหมายที่จะจัดการกับส่วนแต่ละส่วนของร่างกาย
คุณลักษณะเฉพาะของการออกกำลังในรูปแบบนี้ก็คือ
มันจะทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น
แข็งแรงขึ้น
ช่วงห่างของไขมันกับกล้ามเนื้อภายในลดลง
การละลายเผาผลาญแคลอรี่ในขณะที่กำลังออกกำลัง
จะน้อยกว่า การทำคาดิโอ แอโรบิค
แต่
การออกแรงในชั่ววินาทีขณะที่ออกกำลังจะหนักกว่า
ใช้กำลังมากกว่า
และเมื่อออกกำลังเสร็จไปแล้ว
ร่างกายจะทำการซ่อมแซมตัวเอง
ทำให้ร่างกายที่กำลังพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอื่นๆหลังการเวทเทรนนิ่งนั้นยังเกิดการเผาผลาญสารอาหารแคลอรี่ อยู่ตลอดเวลาแม้แต่ในเวลานอนของวันที่ร่างกายทำการซ่อมแซมตัวเอง และในช่วงวันใหม่ที่ร่างกายทำการฟื้นฟู
ซึ่งต่างจากการออกกำลังแบบแอโรบิค
ที่เมื่อหยุดออกกำลัง
ก็หยุดลงที่ตรงนั้น
และเกิดการซ่อมแซมร่างกายน้อยกว่าการฝึกเวทเทรนนิ่ง
ที่ยังคงทำการเผาผลาญต่ออยู่ตลอดเวลา
ซึ่งเปรียบเหมือนม้าที่วิ่งช้าๆแต่วิ่งยาวนานกว่า
และเมื่อร่างกายซ่อมแซมตัวเองแล้ว
มันจะจัดโครงสร้างคุณใหม่ไปทีละน้อยๆให้มีสัดส่วนขึ้นกระชับขึ้น
มีทรวดทรงตามรูปแบบของชนิดการฝึก
แต่อย่างไรก็ดี เวทเทรนนิ่งให้ผลในการเบริน์ไขมัน
ได้ช้ากว่าการทำคาร์ดิโอ
และให้ผลเรื่องสุขภาพภายในระบบของหัวใจและการหายใจ
และการฝึกแรงอึด
แรงทนต่อความล้า
ได้น้อยกว่าการทำแอโรบิค
แม้ว่าไม่ได้มีข้อเด่นที่การจัดการไขมัน
ได้เร็วมากนัก
แต่ก็ให้ผลต่อการจัดทรงของร่างกายอย่างเห็นผลมาก
โดยทั่วไปแล้วจะนิยม
ฝึกเวทเทรนนิ่งแล้วต่อด้วยการทำคาร์ดิโอ หรือแอร์โรบิค
เมื่อผสานกันจะ
เกื้อหนุนกันอย่างมาก
เพราะการทำคาร์ดิโอจะ ช่วยจัดการไขมันสะสม
ส่วนแอรโรบิคจะจัดการกับพลังงานที่กินมาประจำวัน
โดยที่มีเวทเทรนนิ่ง
สร้างกล้ามเนื้อภายใน
ให้ช่วงห่างของชั้นผิวหนังที่มีไขมันนั้นแคบตัวลง
และเมื่อฝึกไปนานๆ
เมื่อไขมันถูกสลายไปมากแล้ว
กล้ามเนื้อภายในก็จะเผยออกมาอย่างสวยงาม
อย่างเช่นซิคแพ็คเป็นต้น
กล้ามเนื้อในที่นี้มิได้ระบุถึงกล้ามเนื้อของนักกล้ามหรือนักเพาะกายแต่เพียงอย่างเดียว
ยังกล่าวรวมไปถึง
สัดส่วนที่กระชับสวยงามของเหล่านักกีฬา ดารา
นายแบบนางแบบอีกด้วย
ที่ล้วนต้องอาศัยการฝึกเวทเทรนนิ่งเข้าช่วยแทบทั้งนั้น
หรือบางคนอาจบอกว่าตัวเองไม่เคยเล่นเวทเลยแต่ก็มีกล้ามเนื้อในบางส่วนได้
นั่นก็เพราะในลักษณะของกีฬาที่เขาเล่นนั้น
มันมีบางจังหวะบางท่า
ที่จัดได้ว่าเข้าหลักของเวทเทรนนิ่ง
อย่างเช่นนักบาสที่ออกแรงดันน้ำหนักตัว
ออกแรงถีบกระโดดขึ้นจากพื้น นั่นเอง
สำหรับแบบการฝึกทั้ง4ลักษณะนี้
สิ่งที่ต้องระลึกเป็นใจความสำคัญก็คือ
การเตรียมพร้อมปูทางของร่างกาย
และระบบการกิน การพักผ่อน
ไปจนถึงกิจกรรมประจำวันที่เกี่ยวเนื่อง
และ
อุปกรณ์ที่ถูกต้อง รองเท้าที่เหมาะสม เสื้อผ้า
และสิ่งซัพพอทต่างๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ
รวมทั้งท่าร่างที่ถูกต้อง
จำนวนเซทที่ถูกต้อง การใช้แรงที่ถูกต้อง
การทำจังหวะที่ถูกต้อง
และระยะเวลาการฝึกที่เหมาะสม
ไปจนถึง
ตารางการฝึกแบบแผนโปรแกรมการจัดลำดับที่ถูกต้อง
เพื่อผลที่มีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงสภาวะอันตรายทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ การหักโหมโอเวอร์เทรน
หรือแม้แต่สุขภาพภายในที่ผิดพลาดเช่นระบบหัวใจระบบการหายใจ
และคุณภาพของเลือดที่ไม่เป็นพิษ
สิ่งเหล่านี้ขอให้นำมาพิจราณาด้วย
เราจะเลือกใช้แบบใดหรือจะผสมผสาน
ประยุกต์อย่างไร
นั่นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน
ที่จะนำสิ่งต่างๆมาประกอบกันขึ้นเป็นโปรแกรม
เฉพาะตัว
ขอให้ทำความเข้าใจกับมันให้ดี
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านทุกคน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น