วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตัวอย่างการเขียนบทความการออกกำลังกาย

การเขียนบทความเชิงสุขภาพนั้น ข้อที่ง่ายดายของมันก็คือในโลกของอินเทอร์เนทนั้นมีข้อมูลในด้านนี้อยู่เพียบให้คุณไปนำมาเขียน
แต่ทว่า บทความเหล่านั้นก็จะเป็นบทความสุขภาพที่หาอ่านได้ทั่วๆไป อาจไม่สร้างแรงดึงดูดให้คนติดตามตอนต่อไปเท่าใดนัก

แต่หากว่าคุณตั้งใจเรียนรู้เข้าใจโลกในวงการสุขภาพ ด้วยตนเองบ้างให้เวลากับมันอย่างจริงจังสักระยะ
คุณจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราว ที่มันต้องอธิบายเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่องได้
และเกิดความแปลกใหม่อีกด้วย

นอกจากนี้ความลับก็คือคุณเคยสงสัยไหมว่า นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ หรือแม้แต่
 เทรนเนอร์ฟิสเนทจะมีประโยชน์อะไร
เพราะเราเองก็สามารถจะไปหาอ่านเอาข้อมูลต่างๆได้  แต่ความลับก็คือ เรื่องของสุขภาพและสูตรต่างๆที่มีกันทั่วอินเทอร์เนทนั้น  มันต้องขึ้นอยู่กับบุคคลที่เหมาะสมด้วย
เพราะในหลักสุขภาพแล้ว คนเรานั้นมีรูปแบบชีวิตไม่เหมือนกัน มีกรุ๊ปเลือดมีเพศ มีรุปร่าง มีมวลกระดูก มีวิถีชีวิตเวลาตื่นเวลานอน เวลาถ่าย เวลากิน ไม่เหมือนกัน มีความฟิตแตกต่างกัน มีความแข็งแรงไม่เท่ากัน มีเวลาและภาระหน้าที่ไม่ตรงกันและไม่เหมือนกัน  มีโรคประจำตัวไม่เหมือนกัน มีอาการแพ้ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นสรุปง่ายๆเลยว่า จนแล้วจนรอด สูตรและวิธีในอินเทอร์เนทที่มีมากมายหลายตำรา บางทีก็ขัดกันเองนั้น
ต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการมาวิเคราะห์รูปแบบของบุคคลๆนั้นที่จะนำไปใช้ด้วย รวมทั้งต้องประยุกต์ตำราให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ด้วย

ทำให้โลกนี้ต้องมีอาชีพ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ หรือแม้แต่
เทรนเนอร์ฟิสเนท ขึ้นมา   

และก็มีกลุ่มของผู้คนที่เข้าใจข้อนี้และมักจะสนใจติดตามอ่าน บทความของคนที่ตอบโจทย์ของเขาได้
ดังนั้นการเขียนบทความออกกำลัง แบบบทความคุณภาพจริงๆนั่นก็คือ
1.คุณควรมีความรู้จริงๆอยู่ บ้างพอสมควร
2.หากคุณอาศัย การคอยหาข้อมูลต้นฉบับจากแหล่งใดคุณต้องคอยตามติดแหล่งนั้น เพราะมันจะเกิดความต่อเนื่องกัน แต่หากคุณไปเน้นกระจายหยิบบทของคนนั้นมาคนนี้มา มันก็กลายเป็นคอลัมภ์ทั่วๆไป ที่ไม่มีความสัมพัณธ์กันเป็นสูตรเดียวกัน


ซึ่งผมได้นำบทความตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งเป็นบทความที่ผมได้เขียนขึ้นไว้ในเวปของผมเองโดยอาศัยความรู้จากประสบการณ์ความรู้ของตัวเองล้วนๆ และขอสงวนสิทธิ์ให้ดูเป็นตัวอย่างสักบทหนึ่งดังนี้

ตัวอย่าง



รูปแบบการออกกำลังกาย4ระดับ


หลักใหญ่ๆของชนิดการออกกำลังกายเพื่อการ จัดการกับรูปร่างนั้น จะมีด้วยกันอยู่4แบบ


1.แบบเน้นการเผาผลาญแครอลี่ตลอดทั้งวัน 
การให้ร่างกายได้รับการเผาผลาญแคลอรี่ในลักษณะนี้จะมีลักษณะการ บรูณาการทั้งร่างกาย
ซึ่งก็คือการเน้นใช้พลังงานในร่างกายโดยไม่คำนึงถึงรูปแบบ
ไม่เน้นประสิทธิภาพของชนิด แต่เน้นที่จะให้ร่างกายได้ทำหลายสิ่งหลายอย่าง ประกอบกิจกรรมอยู่เสมอไม่อยู่เฉยเกียจคร้าน



สำหรับในแบบนี้ ยึดถือได้จากการเคลื่อนไหวทุกสิ่งทุกอย่างและการใช้แรงทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะขยับตัวหรือจะยืนแบกน้ำหนักตัวเองไว้เฉยๆ
ไม่ว่าจะทำงานหรือทำกิจกรรมใดๆ หรือจะทำงานบ้านล้างรถล้างจานอะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ใช้ได้หมด


ที่จริงแล้วระบบนี้มีข้อดีมาก ก็คือใช้การผสมผสานและทำเรื่องต่างๆตามใจชอบ
ไม่ต้องซีเรียสมากมายอะไรกับรูปแบบการใช้พลังงาน
และในขั้นที่สูงขึ้นของ  การออกกำลังในแบบนี้มักจะอยู่ในระดับของแบบที่นักกีฬาทั่วๆไปมักใช้กันในรูปของการ วอมร์อัพหรือการเอ๊กเซอร์ไซด์ เพียงแต่เรานำมันมาทำติดๆ กันในระยะที่ใช้เวลามากในแทบจะตลอดทั้งวัน



แต่


ทำไมผู้คนที่ทำในสิ่งพวกนี้ หลายคนกลับไม่ใช่คนตัวผอม
ยกตัวอย่างเช่น บางคนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ บางคนเป็นถึงกรรมกรแบกหามทั้งวัน
แต่ทำไมหลายคนยังตัวอ้วนลงพุง


คำตอบก็คือ เพราะมันมีปัจจัยเกี่ยวข้องอื่นๆอีกนั่นเอง
เช่นไม่สัมพัณธ์กับการกินและการนอน
การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลแน่นอนกับระบบพลังงานของร่างกาย
อีกทั้งยังมีเรื่องของระบบการย่อยและระบบการเผาผลาญ


ส่วนในเรื่องการกินนั้น บางคนทำกิจกรรมทำงานทั้งวันแต่พอตกเย็นก็กลับ ซดเบียร์ นอนดูทีวี
หรือแม้กระทั่งกรรมกรใช้แรงงาน เลิกงานด้วยความล้า ก็เปิบข้าวมื้อใหญ่ทดแทนเป็นหม้อ
แถมกินเสร็จก็อาบน้ำเข้านอนทันทีอีกต่างหาก


หรือบางคนทำกิจกรรมมาเยอะจริงแต่ก็เที่ยวน่าดูหรือกินเพิ่มขึ้นมากเป็นเงาตามตัว


หรือแม้กระทั่งหลายๆคนที่เข้าฟิสเนททุกวัน วิ่งเครื่องวิ่งทุกวันชนิดที่เสื้อเปียกโชก
แต่ก็ยังลงพุงก้นย้อยกันทั้งปี นั่นก็เพราะจัดอาหารไม่ถูกต้อง
จัดเวลาการรับประทานไม่ถูก จัดชนิดของอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อไม่ถูก
และมีความรู้เกี่ยวกับอาหารไม่ถูก จัดรูปแบบการออกกำลังไม่ถูก


หรือไม่ก็มีการกินการฝึกในลักษณะผิดๆ หักโหมและเจอสภาพโยวโย่วเอ๊ฟเฟควนเวียนไปมา
บางคนอด5วันแล้ววันต่อมากินเป็นช้างแล้วก็อดใหม่อีกทีสลับกับตบะแตกแบบนั้นทั้งปี
สิ่งเหล่านี้นั้นก็ล้วนเป็นสาเหตุนึงในอีกหลายๆสาเหตุ




ทั้งที่จริงแล้วสำหรับคนที่ มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวเผาผลาญพลังงานทั้งวันมากอยู่แล้วนั้น
หากเราปรับการกิน การนอนให้อยู่ในวินัย ก็จะช่วยได้อย่างเห็นผลอัศจรรย์



โดยเฉพาะหากทำอย่างถูกต้องมีแบบแผน มีโปรแกรมที่เหมาะสม
มันจะไม่ทรมานเลยด้วยซ้ำ และชีวิตจะยังมีความสุขสบายๆแบบค่อยเป็นค่อยไปได้อย่างเห็นผลแม่นยำกว่า



หรือพูดง่ายๆเลยว่า สำหรับท่านที่อยากผอมแบบง่ายๆ ไม่ต้องไปเข้าฟิสเนทไม่ต้องไปออกกำลังอะไรที่เข้มขึ้น ขอเพียงท่านปรับการกินและการนอน การออกกำลังให้เหมาะสม มันจะส่งผลให้ดีขึ้นได้แน่นอน

แต่เหมาะสมอย่างไรนั้น คุณต้องเรียนรู้ครับ
และขอเน้นว่าเรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองอีกด้วย
ไม่มีเวปที่ไหนไม่มีหนังสือตำราเล่มใด ที่จะออกแบบโปรแกรมแบบเฉพาะสำหรับคนใดคนหนึ่งได้


ดังนั้นขอให้ พยายามทำความเข้าใจปรับใช้กับตัวเองให้เหมาะสม


อย่าไปตั้งหน้าตั้งตาทำตาม กับสิ่งที่เหมารวมเหล่านั้นอย่างไม่คัดกรองหรือถ้าไม่เข้าใจสิ่งใด




2การทำแอโรบิค
การทำแอโรบิคนั้น ไม่ใช่หมายถึงการเต้นแอโรบิค
แต่มันหมายถึงการออกกำลังเคลื่อนไหวติดต่อกันในท่วงท่าต่างๆ อย่างมีเป้าหมายและมีการกำหนดเวลา
รวมทั้งมีอัตราการเคลื่อนไหวอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับที่จัดว่า อยู่ในเกณท์ของการแอโรบิค



เช่นการเต้นแอโรบิก การวิ่งจ๊องกิ้งความเร็วน้อย การปั่นจักยานทางไกลหรืออะไรก็ตามที่เป็นลักษณะการออกกำลังที่ไม่เหนื่อยหัวใจเต้นเร็วมากเกินไปนัก แต่อาศัยการทำติดต่อกันเป็นเวลามากๆ
ที่คุณสามารถเลือกใช้ได้ หรือแม้แต่การขยับตัวในท่าทางต่างๆติดต่อกัน
สิ่งเหล่านั้นถือเป็นการแอโรบิค แทบทั้งนั้น


การทำแอโรบิคนี้ มักจะอาศัย ความนานของการออกกำลังเป็นจุดเด่น
ดังนั้นสิ่งที่กระทำนั้นควรเป็นสิ่งที่ทำติดต่อกันได้ ในระยะเวลานาน
และทำเสร็จแล้วร่างกายมีโอกาสที่จะ เกิดอาการโอเวอร์เทรน อาการช๊อค อาการหักโหม
อาการบาดเจ็บน้อยมาก มันจึงจัดว่าเป็นการออกกำลังที่ทำได้แทบทุกวัย


และยังมีข้อดีที่เนื่องจากความสะดวกในการทำ
มันจึงทำให้คุณทำมันได้แทบทุกเวลาและทุกสถานที่


มันคือสิ่งที่ช่วยกำจัดพลังงานส่วนเกินที่ได้รับมาจากอาหารในแต่ละวันได้ดีที่สุด
และทำให้สุขภาพภายในแข็งแรงได้อย่างเด่นชัดอย่างมาก
แบบที่สองนี้จะส่งผลให้คุณได้รับสุขภาพภายในที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น สุขภาพผิวที่ดีขึ้น
และเห็นผลในการจัดการกับรูปร่างได้เร็วขึ้น




3การเบรินไขมัน และการทำคาร์ดิโอ

สำหรับข้อนี้นั้น มันต่างจากข้อที่ผ่านมาอย่างไร ความต่างของมันก็คือ แบบแรกนั้นจะเป็นการปรับสภาพร่างกาย และไขมันจะลดทีละน้อยแม้จะค่อนข้างใช้เวลาระยะยาวแต่ก็ส่งผลรวมในทางดีและไม่หักโหม
แต่สำหรับในข้อสามนี้ มันว่ากันถึงเรื่องการออกกำลังที่กระตุ้นกับการเผาผลาญไขมันสะสมเดิมโดยตรง และเร่งผลให้รวดเร็วกว่าแบบที่ผ่านมา


เพราะแบบที่ผ่านมานั้นใช้หลักของการเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่กินในวันนั้นๆ ไม่ให้เหลือสะสม
และทำให้ร่างกาย จัดสภาพร่างกายใหม่
แต่สำหรับการเบรินนั้น มันจะส่งผลได้กับการเผาผลาญไขมันที่มีอยู่เดิมในวันนั้นๆ
รวมทั้งเร่งอัตราการย่อยอาหาร เผาผลาญพลังงานอาหารในประจำวันได้ในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย อีกทั้งยังลดไขมันเฉพาะส่วนได้อย่างเห็นผล
เพราะแบบสองข้อแรกที่ผ่านมานั้นหากบางท่าน เลือกที่จะทำในแบบน้อยๆ อาศัยการทำงานบ้านการเดินตลาดบ้าง
การทำกิจกรรมทั่วไป ควบคู่ไปกับวินัยการกินที่ดี ซึ่งนั่นมันทำให้คุณผอมลงได้ แต่มันอาจหลงเหลือไขมันสะสมในบางส่วนที่กำจัดไม่ออกได้สักที และ อาจยังเป็นคนผอมที่แลดูเป็นคนผอมทั่วไป ไม่ใช่หุ่นแบบนักออกกำลังกาย
เนื่องจากร่างกายไม่ได้ผ่านการฝึกให้รับสภาวะที่เข้มข้นขึ้น



แต่สำหรับการเบรินไขมัน มักจะอาศัยสูตรหลากหลาย ว่ากันในเรื่องหลักของคาร์ดิโอที่เข้มข้นขึ้น
ว่ากันในเรื่องของการออกกำลังที่ต้องมีระดับการเต้นของหัวใจในอัตตราที่กำหนด
ต้องมีระดับความเหนื่อยที่เหมาะสมและต้องทำติดต่อกันจนถึงระยะเวลาที่กำหนด
บางสูตร มีการระบุช่วงเวลาจังหวะการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่ออกกำลัง


เช่น วิ่งความเร็วเท่านี้ในช่วงเวลานึงจากนั้นเมื่อถึงระยะทางนึงใช้อีกความเร็วหรือใช้อีกแรงต้าน
หรือช้าสลับเร็ว


แต่การใช้สูตรที่ซับซ้อนแบบนี้ ควรใช้โดยความรอบคอบ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติเฉพาะของร่างกายแต่ละคนที่แตกต่างกัน  เพราะมันอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อร่างกายได้ หากทำไปอย่างส่งเดช ติดต่อกัน เช่นการบาดเจ็บ หรือการกระทบต่อสุขภาพเช่นเรื่องความดัน หัวใจ หลอดเลือดสมอง และโรคประจำตัวทั้งที่เป็นอยู่แล้วหรือที่แอบแฝงในร่างกายให้กำเริบขึ้นมา


แต่การเบรินก็ยังมีในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน เช่นการวิ่งในระยะทางที่กำหนดและมีอัตตราความเร็วค่อนข้างเสมอกันไป สำหรับการออกกำลังในรูปแบบให้เกิดสภาวะการเบรินได้นั้น
มีหลายรูปแบบที่ช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือปั่นจักรยานสลับความเร็ว การว่ายน้ำสลับความเร็ว หรือ การชกลม การกระโดดเชือก หรือการทำแอร์โรบิคที่หนักหน่วงขึ้น
สำหรับข้อนี้ จะค่อนข้างทำในระยะเวลาที่น้อยกว่าข้อที่1และ2 เนื่องจากมันค่อนข้างที่จะเหนื่อยล้าสูง
รวมทั้งอาจส่งผลเสียกับสุขภาพหรือแม้กระทั่งบาดเจ็บได้ หากกระทำในลักษณะหักโหม



ดังนั้นสำหรับนักออกกำลังมืออาชีพ
ก็มักจะทำทั้งแบบข้อ1เข้าเสริมและแบบข้อ2ข้อ3รวมกัน
ใช้คุณสมบัติที่ดีของแต่ละแบบเข้ามาเกื้อหนุนกัน จัดตารางเอาไว้เป็นชุดอย่างเหมาะสม






4 เวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกับแรงต้าน

สำหรับในข้อ4นี้ การเวทเทรนนิ่งให้ผลที่แตกต่างกับข้ออื่นๆที่ผ่านมายังไง



ขอชี้แจงว่า ในแบบอื่นๆที่ผ่านมานั้น มันช่วยด้านเผาผลาญพลังงานประจำวัน ทำให้ร่างกายผอมลง


ในแบบที่สาม มันช่วยกำจัดไขมันเฉพาะส่วน และช่วยเพิ่มอัตตราการเผาผลาญอาหารให้ผอมเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยทำให้ร่างกายดูเฟริมส์ขึ้นกระฉับกระเฉงขึ้น
แต่ในแบบที่สี่นี้ สิ่งนี้มันจะช่วยให้รูปร่างของคุณ เกิดคำว่าสัดส่วน
ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะต้องการสัดส่วนที่จุดไหน คุณจำเป็นต้องพึ่งการฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างแน่นอน



สิ่งนี้มันจะทำให้คุณเดินไปที่ใด จะดูไม่เหมือนคนทั่วๆไป
รูปร่างของคุณจะดูดีในลักษณะที่ เตะตาผู้คน


หรือแม้แต่คุณยังได้ความแข็งแรงของสัดส่วน สามารถมีพลังในกิจกรรมประจำวันที่ต้องใช้แรงต้านหรือรับแรงต้านได้อย่างดี


สำหรับข้อที่สี่ คือเวทเทรนนิ่งนี้นั้น
มันจะทำให้ร่างกายคุณดูเป็นนักกีฬา หรือแม้แต่เป้าหมายที่มุ่งสู่หุ่นนายแบบนางแบบ
หรือแม้จะไม่หวังเอาขนาดนั้น แต่มันจะทำให้ร่างกายของคุณ มีสัดส่วนแน่นอน
ทำให้ร่างกายมีส่วนโค้งเว้าส่วนนูน ได้อย่างชัดเจน
ตามลักษณะเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่นบางคนต้องการอกผายไหล่ผึ่ง เดินองอาจขึ้น
บางคนต้องการ มีเอวเว้าสะโพกสวยขาสวย แขนไม่ย้อย
บางคนต้องการ หุ่นเพรียว มีทรง
บางคนต้องการมีซิคแพ็ค หรือสะโพก ต้นขาดูดี
หรือบางคนต้องการมากกว่านั้นเช่นเป็นนักกล้าม นักเพาะกาย
อันนี้ก็แล้วแต่โปรแกรมที่วางไว้ ของแต่ละคน
ซึ่งการเวทเทรนนิ่งนี้ มีรูปแบบการฝึกที่แตกต่างกันออกไปอีกตามจุดประสงค์ของแต่ละคน



การฝึกเวทเทรนนิ่งก็คือการฝึกออกกำลังกับแรงต้าน ไม่ว่าจะเป็นแรงดึงแรงยกแรงงัดแรงถีบ
โดยมีเรื่องของการใช้น้ำหนักเข้ามาให้ร่างกายได้ออกแรงต้าน
มีเป้าหมายทำปฏิกริยากับกล้ามเนื้อในหลายระดับความเข้มของผู้ฝึก



เช่นผู้ฝึกที่ตังเป้าที่ ความกระชับก็มักที่จะใช้น้ำหนักที่รักษาความคงรูปและอาศัยความล้า
เข้าฝึกฝนให้ร่างกายพัฒนาความกระชับ



หรือผู้ฝึกที่ตั้งเป้าหมายให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเป็นทรงขึ้น
กลุ่มนี้จะมีการทำให้มีเส้นใยของกล้ามเนื้อชนิดที่ซ่อมแซมตัวเองได้ เกิดการถูกทำลายบางๆ
และทำการซ่อมตัวเองให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
หากกินในระดับปรกติ ก็จะเกิดการจัดทรวดทรงของกล้ามเนื้อ ในขนาดที่ใกล้เคียงกับขนาดเดิม
หรืออาจเล็กกว่าขนาดเดิมหาก ลดอาหาร แต่ก็จะเป็นทรงเป็นรูปร่างที่ดีขึ้น



แต่หากกินอาหารในลักษณะที่บำรุงตัวเอง ตามเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม
ก็จะทำให้กล้ามเนื้อขยายขนาดขึ้นได้ อย่างเช่นกลุ่มนักเพาะกาย
โดยนักเพาะกายจะอาศัยการฝึกกับน้ำหนักที่ หนักกว่า มากกว่า
และมีเทคนิคการฝึกเฉพาะตัวกว่า เสริมเข้าไปอีกด้วย



แต่โดยรวมๆแล้วท่าในการเล่นและอุปกรณ์ในการเล่น
ส่วนใหญ่แล้วสามารถใช้ร่วมกันได้กับผู้ฝึกทุกจุดประสงค์ทุกเป้าหมาย



สำหรับการฝึกเวทเทรนนิ่ง
จะแบ่งเป็นหลายท่า หลายอุปกรณ์และหลายเป้าหมายที่จะจัดการกับส่วนแต่ละส่วนของร่างกาย



คุณลักษณะเฉพาะของการออกกำลังในรูปแบบนี้ก็คือ
มันจะทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น แข็งแรงขึ้น ช่วงห่างของไขมันกับกล้ามเนื้อภายในลดลง
การละลายเผาผลาญแคลอรี่ในขณะที่กำลังออกกำลัง จะน้อยกว่า การทำคาดิโอ แอโรบิค
แต่ การออกแรงในชั่ววินาทีขณะที่ออกกำลังจะหนักกว่า ใช้กำลังมากกว่า
และเมื่อออกกำลังเสร็จไปแล้ว
ร่างกายจะทำการซ่อมแซมตัวเอง ทำให้ร่างกายที่กำลังพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอื่นๆหลังการเวทเทรนนิ่งนั้นยังเกิดการเผาผลาญสารอาหารแคลอรี่ อยู่ตลอดเวลาแม้แต่ในเวลานอนของวันที่ร่างกายทำการซ่อมแซมตัวเอง  และในช่วงวันใหม่ที่ร่างกายทำการฟื้นฟู
ซึ่งต่างจากการออกกำลังแบบแอโรบิค ที่เมื่อหยุดออกกำลัง ก็หยุดลงที่ตรงนั้น
และเกิดการซ่อมแซมร่างกายน้อยกว่าการฝึกเวทเทรนนิ่ง
ที่ยังคงทำการเผาผลาญต่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งเปรียบเหมือนม้าที่วิ่งช้าๆแต่วิ่งยาวนานกว่า
และเมื่อร่างกายซ่อมแซมตัวเองแล้ว มันจะจัดโครงสร้างคุณใหม่ไปทีละน้อยๆให้มีสัดส่วนขึ้นกระชับขึ้น มีทรวดทรงตามรูปแบบของชนิดการฝึก



แต่อย่างไรก็ดี เวทเทรนนิ่งให้ผลในการเบริน์ไขมัน ได้ช้ากว่าการทำคาร์ดิโอ
และให้ผลเรื่องสุขภาพภายในระบบของหัวใจและการหายใจ และการฝึกแรงอึด แรงทนต่อความล้า
ได้น้อยกว่าการทำแอโรบิค
แม้ว่าไม่ได้มีข้อเด่นที่การจัดการไขมัน ได้เร็วมากนัก
แต่ก็ให้ผลต่อการจัดทรงของร่างกายอย่างเห็นผลมาก
โดยทั่วไปแล้วจะนิยม ฝึกเวทเทรนนิ่งแล้วต่อด้วยการทำคาร์ดิโอ หรือแอร์โรบิค
เมื่อผสานกันจะ เกื้อหนุนกันอย่างมาก
เพราะการทำคาร์ดิโอจะ ช่วยจัดการไขมันสะสม
ส่วนแอรโรบิคจะจัดการกับพลังงานที่กินมาประจำวัน
โดยที่มีเวทเทรนนิ่ง สร้างกล้ามเนื้อภายใน ให้ช่วงห่างของชั้นผิวหนังที่มีไขมันนั้นแคบตัวลง
และเมื่อฝึกไปนานๆ เมื่อไขมันถูกสลายไปมากแล้ว กล้ามเนื้อภายในก็จะเผยออกมาอย่างสวยงาม
อย่างเช่นซิคแพ็คเป็นต้น
กล้ามเนื้อในที่นี้มิได้ระบุถึงกล้ามเนื้อของนักกล้ามหรือนักเพาะกายแต่เพียงอย่างเดียว
ยังกล่าวรวมไปถึง สัดส่วนที่กระชับสวยงามของเหล่านักกีฬา ดารา นายแบบนางแบบอีกด้วย
ที่ล้วนต้องอาศัยการฝึกเวทเทรนนิ่งเข้าช่วยแทบทั้งนั้น
หรือบางคนอาจบอกว่าตัวเองไม่เคยเล่นเวทเลยแต่ก็มีกล้ามเนื้อในบางส่วนได้
นั่นก็เพราะในลักษณะของกีฬาที่เขาเล่นนั้น มันมีบางจังหวะบางท่า ที่จัดได้ว่าเข้าหลักของเวทเทรนนิ่ง
อย่างเช่นนักบาสที่ออกแรงดันน้ำหนักตัว ออกแรงถีบกระโดดขึ้นจากพื้น นั่นเอง






สำหรับแบบการฝึกทั้ง4ลักษณะนี้
สิ่งที่ต้องระลึกเป็นใจความสำคัญก็คือ
การเตรียมพร้อมปูทางของร่างกาย และระบบการกิน การพักผ่อน
ไปจนถึงกิจกรรมประจำวันที่เกี่ยวเนื่อง
และ อุปกรณ์ที่ถูกต้อง รองเท้าที่เหมาะสม เสื้อผ้า และสิ่งซัพพอทต่างๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ
รวมทั้งท่าร่างที่ถูกต้อง จำนวนเซทที่ถูกต้อง การใช้แรงที่ถูกต้อง
การทำจังหวะที่ถูกต้อง และระยะเวลาการฝึกที่เหมาะสม
ไปจนถึง
ตารางการฝึกแบบแผนโปรแกรมการจัดลำดับที่ถูกต้อง
เพื่อผลที่มีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงสภาวะอันตรายทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ การหักโหมโอเวอร์เทรน หรือแม้แต่สุขภาพภายในที่ผิดพลาดเช่นระบบหัวใจระบบการหายใจ และคุณภาพของเลือดที่ไม่เป็นพิษ
สิ่งเหล่านี้ขอให้นำมาพิจราณาด้วย



เราจะเลือกใช้แบบใดหรือจะผสมผสาน ประยุกต์อย่างไร
นั่นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน ที่จะนำสิ่งต่างๆมาประกอบกันขึ้นเป็นโปรแกรม เฉพาะตัว
ขอให้ทำความเข้าใจกับมันให้ดี
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านทุกคน



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น