วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตัวอย่างการเขียนบทความในเชิงวิชาการกฏหมาย

การเขียนบทความในด้านนี้นั้น เราต้องมีความเข้าใจว่าขึ้นชื่อว่าเรื่องกฏหมายแล้ว ย่อมต้องมีคนหมู่มากที่ยัง มีความไม่เข้าใจกันอยู่เยอะ อาจเนื่องด้วยภาษาทางราชการที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจยาก
อีกทั้ง ผู้ทำงานทางการออกกฏราชการ ท่านไม่ใช่โฆษก ที่จะสามารถเรียบเรียงอะไรให้เหมาะสมเข้าใจง่ายได้ เพราะท่านต้องเน้นในทางหลักการ  ดังนั้น บทบาทของผู้เขียนบทความนำมาขยายต่อนั้น
ต้องมีความสามารถในการจับประเด็นให้ได้  และต้องนำมาเรียบเรียงอธิบายใหม่ด้วย หลักอธิบายที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น   นี่คือหัวใจหลักในการเขียนบทความแนวนี้



ซึ่งผมได้นำบทความตัวอย่างต่อไปนี้ โดยเป็นบทความที่ผมได้จัดส่งให้นายจ้างท่านหนึ่งของผมนำไปใช้งานแล้ว และขอสงวนสิทธิ์ให้ดูเป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น สักบทหนึ่งดังนี้

ตัวอย่าง

ปัญหาข้อกฏหมายการตรวจเครน


ในปัจจุบันปัญหาความขัดกันเองในข้อกฏหมาย
รวมทั้งการออกกฏจากกระทรวงต่างๆที่ขัดกันเอง จากกระทรวงที่ ต่างกระทรวงกัน
แต่ดันมีอำนาจ ที่โยงกันหรือทับซ้อนหน้าที่กันอย่างไม่เหมาะสม

ยังคงเป็นปัญหาในหลายๆแขนงสาขาวิชาชีพ

เรื่องไหนส่งผลเดือดร้อนให้ต้องตีความ หาทางประชุมแก้ไขก็ถูกผลักดันกันไป เรื่องไหนที่ยังไม่เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตหรือก่อปัญหาขยายวงกว้าง ก็ยังคงคลุมเครือกันอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน ปัญหาเหล่านี้ยังคงมีในหลายแห่งและสำหรับปัญหาในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้าง อย่างเช่นปัญหาของกฏหมาย ที่ว่าด้วยเรื่องของการตรวจเครนก็เช่นกัน ยังคงเป็นปัญหาที่มีผู้คนที่ยังไม่เข้าใจชัดเจนยังเข้าใจสับสนอยู่มาก
ว่าตกลงแล้วการตรวจเครนจะต้องดำเนินการตามข้อกำหนดอย่างไร

 โดยกฏของการตรวจเครนนั้นเป็นเรื่องระหว่าง กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงาน
โดยกฏหมายฉบับใหม่ กระทรวงแรงงานได้กำหนดถึงการตรวจอุปกรณ์ก่อสร้าง
ซึ่งได้ทำการเลื่อน  การตรวจอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับปั้นจั่น เป็นหนึ่งปีต่อครั้ง

ในขณะที่กฏจากกระทรวงมหาดไทยได้กำหนดเอาไว้ว่าต้องทำการตรวจเช็คทุกสามเดือน
โดยทั้งนี้นั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้ชี้ว่าข้อกฏหมายเหล่านี้เมื่อพิจราณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่า
การตรวจเครนนั้น ทุกๆหนึ่งปีจะต้องทำการเทสโหลดอุปกรณ์ ส่วนทุกสามเดือนทำการตรวจเช็ค

 แต่ก็ยังเป็นข้อสงสัยมีทั้งผู้รู้ผู้เข้าใจ ผู้ที่มั่นใจว่าทำถูกตามกฏหมาย และยังมีผู้ที่ที่สับสน
หรือแม้แต่ผู้ที่ถือโอกาสมองเป็นช่องโหว่ภายใต้ความสับสนนี้ ดำเนินการก่อสร้างไปอย่างไม่ดำเนินตามกรอบของข้อปฏิบัติ กันอยู่ในเวลานี้นั่นคือปัญหาที่ควรได้รับความชัดเจนในวงกว้างโดยด่วนที่สุด


จากการจัดอันดับของสถาบันชื่อดังต่างๆที่ผ่านมาพบว่า
ประเทศไทยในปัจจุบัน ยังคงถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านคอรัปชั่น อยู่ในอันดับต้นๆของโลก
สภาพความคิดและมุมมองของผู้คนในสังคม ในหลายสาขาวงการวีชาชีพ แขนงต่างๆ
การคอรัปชั่นเริ่มค่อยๆกลับกลายเป็นสิ่งที่ชินตาของผู้คน

แต่ปัญหาเหล่านี้ จะกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก หากว่าการคอรัปชั่น
ถูกเข้ามาคาบเกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินผู้คน ปัญหาเรื่องอุบัติเหตุภายในบริเวณที่ก่อสร้าง
เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีความเป็นไปได้ในอัตตราเสี่ยงสูง

ท่ามกลางอาณาเขตุที่ต้องกั้นเป็นเขตุอันตรายห้าม
และปัญหาของอุบัติเหตุที่เกิดจากตัวเครนถล่มก็มีให้ได้ยินมาอยู่ไม่ใช่น้อย แน่นอนว่า เครนก่อสร้างนั้น

คือสิ่งที่ต้องได้รับการตรวจเครนและเช็คอย่างรอบคอบรัดกุมมากที่สุด
ไม่ว่าควรจะตรวจเช็คการเทสโหลด และตรวจเช็คอุปกรณ์เส้นลวดสลิง ตรวจเครนเช็คความสมบรูณ์อยู่เสมอ

 แต่ทว่าหลายแห่งก็เกิดปัญหาข้อสงสัยต่อการคอรัปชั่น
ที่ร่วมมือกันระหว่างนายจ้าง และวิศวกรตรวจเครนที่ปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง เห็นแก่เม็ดเงินจำนวนนึง ทำการตรวจสอบอย่างไม่ได้มาตรฐานการทำงาน
และระหว่างตรวจเครนก็ปล่อยผ่านเลยทั้งที่พบจุดที่จัดว่ามีความเสี่ยง

 กลายเป็นว่าชีวิตของพนักงานและคนงานที่เดิมทีต้องเสี่ยงกับสภาพการทำงานโดยปรกติอยู่แล้ว
แต่ต้องมาเพิ่มความเสี่ยงกับการคอรัปชั่นของบุคคลจำพวกเห็นแก่เงินเหล่านี้ขึ้นไปอีก
แม้ว่าความพยายามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้มาตรการ การคาดโทษที่รุนแรงต่อวิศวกรที่ทำการตรวจเครนเอาไว้ก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถมีสิ่งใดชี้ชัดว่าแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปได้

ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ในทีมงานก่อสร้างซึ่งมีระดับที่มีความรู้และดูงานดูสถานการณ์เป็น คือส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่จะเข้าร้องเรียนในสิ่งที่พบเห็น แต่นั่นก็คือสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ทั้งความเป็นห่วงต่อหน้าที่การงานของตน กลายเป็นส่วนเหตุให้การคอรัปชั่นยังคงดำรงอยู่ ปัญหาเหล่านี้จึงยังไม่เคยหมดไปจากสังคมเสียที มารู้อีกทีก็เมื่อเครนถล่มเสียแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น