วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตัวอย่างบทความ วงการดูแลเด็กเล็ก

บทความการดูแลเด็กเล็กเป็นบทความที่จะต้องใช้ความเข้าใจ ในโลกของเด็ก และต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้รับข้อมูลที่จะต้องได้ข้อมูลที่ ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายหรือจิตใจของเด็ก และความปลอดภัยอยู่เสมอ


ตัวอย่างบทความ1

ไม่ทดสอบพรากของรักไปจากเด็ก

การหยอกเย้าเด็กด้วยการแกล้ง ให้เด็กรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียหรือพรากจาก เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อโครงสร้างของจิตใจเด็ก

ไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่รู้สึกสนุกกับการหยอกเด็ก  หรือไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่อยากพิสูจน์อยากทดสอบ ว่าเด็กรักในตัวบุคคลหรือในวัตถุนั้นๆ อยู่มากแค่ไหน เห็นแล้วรู้สึกชอบใจ ที่เด็กมีความรักให้กับสิ่งเหล่านั้น


การจะทำเรื่องนี้ หากจะทำเพื่อการกระตุ้นให้เด็กรู้สึกตระหนักหวงแหนมากยิ่งขึ้น หรือรักมากยิ่งขึ้น จะต้องกระทำโดยมีแบบแผนมีความเหมาะสมมีวิจารณญาณ และมีวิธีที่ถูก   ไม่ทำพร่ำเพรื่อและต้องทำเพื่อการสอนสั่ง มิใช่ทำเพื่อเล่นสนุก

และควรทำอย่างเหมาะสมกับสภาพความเปราะบางของเด็ก  ไม่ควรใช้วิธีที่เข้มข้นแรงเกินไป

เมื่อทำลงไปแล้ว ต้องชี้แจงสิ่งที่สอน ให้เขาเข้าใจด้วย เช่น  ในเด็กที่มีพฤติกรรมไม่รักษาของชอบทิ้งขว้างของ ให้เข้าใจว่าสิ่งของมีโอกาสที่จะหายได้อย่างไร  และเวลาที่ของหาย รู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งของอย่างไร


หรือในเด็กที่มีพฤติกรรม เกเร ไม่เหมาะเข้ากับผู้คน  ก็ต้องสอนหลังจากให้บทเรียนด้วยว่า ในยามที่ผู้คนหนีเลี่ยงออกห่างจากเด็กนั้นเพราะอะไร

เพราะหากกระทำลงไปอย่างปราศจากแบบแผนที่ดี ทำลงไปแล้วปล่อยให้เด็กเสียใจฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวกลไกลระบบความคิดของเด็กอาจจะผลิตโครงสร้างผิดๆมาประกอบกับเหตการณ์ได้หรืออาจมีความผูกใจ เพิ่มจิตนิสัยเกรี้ยวกราด  หรือมีลักษณะของความวิตกกังวล เพิ่มขึ้น

ความรักความหวงนั้น เป็นเรื่องที่มีทั้งรูปแบบที่มีข้อดี และรูปแบบที่มีข้อเสีย การฝึกให้เด็กกลายเป็นคนที่หวงของมากๆ อย่างขาดวิจารณญาณแยกแยะ และความสมเหตสมผลก็เป็นสิ่งไม่ควร

การฝึกให้เด็กผูกใจรักในตัวบุคคล ยึดติดมากๆ จนมีความกลัวความผวาที่จะพรากห่าง นั่นก็เป็นลักษณะที่ไม่ควรเช่นกัน

แม้ว่า พ่อแม่หลายคนจะเชื่อว่าอีกหน่อยพอลูกๆโตขึ้นก็คงจะเข้าใจได้เองและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมได้เองนั้น ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงอยู่  แต่การสร้างปมใดปมหนึ่งที่ผิดปกติขึ้นในวัยเด็กนั้น จะสามารถส่งผลเชื่อมโยงไปในระบบความคิดความอ่าน ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมอื่นๆได้ภายภาคหน้า จากชั้นของจิตสำนึกที่ฝังลงลึกมากตั้งแต่วัยเด็กนั่นเอง


ตัวอย่างบทความ2

การเลือกเสื้อผ้าแต่ละฤดูให้กับเด็ก


การเลือกสรรเครื่องแต่งกายให้กับเด็กในช่วงฤดูกาลต่างๆนั้น อาจจะยังเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายต่อหลายคนละเลยในเรื่องที่มีส่วนต่อโอกาสทางพัฒนาการของเด็กไปอย่างน่าเสียดาย

การเลือกชุดเครื่องแต่งกายในแต่ละฤดูหรือสภาวะอากาศนั้น โดยทั่วไปแล้วในโลกของผู้ใหญ่ ดูจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสักเท่าไหร่ แต่นัยยะที่สำคัญสำหรับโลกของเด็กๆนั้น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งซึ่งมีส่วนที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางความคิด จินตนาการ อารมณ์และอุปนิสัยจิตใจของเด็กๆ ที่อยู่ในวัยอันมีสภาวะของการปลูกฝังและพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่

 อีกทั้งประเด็นที่สำคัญนั่นก็คือ เด็กๆไม่สามารถเลือกเสื้อผ้าจัดสรรเสื้อผ้าในแต่ละวันได้ด้วยตนเอง ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้สะดวกเท่าโอกาสและการตัดสินใจของผู้ใหญ่



โดยเฉพาะในเด็กที่ยังเล็กมากๆ ที่ไม่สามารถรายงานให้ผู้ใหญ่ทราบได้ว่า ชุดแต่งกายในวันนั้นส่งผลต่อเค้าอย่างไรบ้าง แตกต่างกับบรรดาผู้ใหญ่ที่สามารถเลือกเสื้อผ้าได้อย่างเข้าใจตัวเองเข้าใจสถานการณ์ได้มากกว่า  หากตระหนักถึงข้อนี้ผุ้ใหญ่จะพึงระวังได้มาก  เพราะแม้แต่การซื้อเสื้อผ้าให้ตนเองยังต้องคิดหลายจุดยากที่จะให้ใครคิดแทนได้   ดังนั้นยิ่งต้องเข้มงวดในการเลือกสรรให้กับลูก

นอกจากนี้เด็กในช่วงอายุ4-7ขวบ บางครั้งยังเลือกที่จะอยากใส่เสื้อผ้าตัวโปรดที่เขาชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นสีสันลวดลาย หรือมีลายตัวการ์ตูนตัวโปรด โดยยอมที่จะอดทนกับความรู้สึกสวมใส่ไม่ค่อยสบาย หรือแม้แต่ใส่แล้วไม่สอดคล้องกับสภาพอากาศด้วย

ผลกระทบเหล่านี้ อาจกลายเป็นปัญหาได้หลายทาง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผดผื่นคัน อาการทางผิวหนัง ที่เกิดขึ้นจากชนิดของเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูร้อน ซึ่งอาจหนาไปหรือเป็นเพราะใยผ้าสังเคราะห์ที่ขัดขวางการระบายอากาศ รวมไปถึงการแพ้ชนิดของใยผ้า

อีกทั้งยังมีเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูหนาว เช่นเสื้อผ้าที่ดูผิวเผินภายนอกเหมือนเสื้อผ้าที่หนา อบอุ่น แต่กลับซึมซับความเย็นหรือปล่อยผ่านความเย็น จนเกิดปัญหาทางสุขภาพ

นอกจากนี้ยังมีกรณีของเสื้อผ้าที่ช่วยในเรื่องของการปรับสภาพทางอากาศ แต่กลับมีปัญหาในเรื่องทำความสะอาดยากหรือมีขนละอองที่ก่อภูมิแพ้ได้  หรือสะสมสารเคมี ตกค้างได้ง่าย

หากลักษณะอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหรือชัดเจน ก็ยังเป็นเรื่องพอที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนได้ทันในกรณีของพ่อแม่ที่มีความสนใจสังเกตมากพอ

แต่หากลักษณะอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนรุนแรง ให้ปรากฏพบเห็นตรวจสอบได้โดยง่าย และมีการค่อยๆสะสมผลเสีย บั่นทอนแทรกซึม นี่ก็จะกลายเป็นภัยเงียบให้แก่เด็กอย่างน่าเป็นห่วง

การมีปัญหาทางสุขภาพหรือการสวมใส่ไม่สบายตัว นอกจากจะบั่นทอนทางร่างกายแล้ว ยังรบกวนภาวะอารมณ์ของเด็กๆ สะสมความรำคาญ ความเครียด ซึ่งต่อผลกระทบด้านลบไปยัง สมาธิและจินตนาการสร้างสรรค์ ทั้งยังส่งผลกับอุปนิสัยได้อีกด้วย

ดังนั้นแล้วการเลือกสรรเสื้อผ้าให้กับเด็ก ผู้ปกครองควรพิจารณามีหลักการเลือกและ แยกประเภทออกให้เหมาะสม



อย่างเช่น เสื้อผ้าที่มีความสวยงามหรือเป็นที่ถูกใจสำหรับเด็กๆหรือผู้ปกครอง หากมีลักษณะกับการสวมใส่ที่ไม่รองรับสภาพอากาศ รองรับสุขอนามัย รองรับการสวมใส่เป็นเวลานาน ก็ควรแบ่งให้เป็นชุดสำหรับไว้ใส่ในบางโอกาสที่เหมาะสมและระยะเวลาที่เหมาะสม อาจจะให้ลูกๆได้ใส่บ้างเพื่อกระตุ้นความสนุกสนานมีชีวิตชีวา

เสื้อผ้าใดที่เหมาะกับการรองรับสภาพอากาศแต่ละแบบแต่ละระดับของอุณภูมิ ก็ควรคัดเลือกให้สอดคล้องและสังเกตอย่างถี่ถ้วนอย่ามองเพียงผิวเผินภายนอก

เสื้อผ้าใดที่เหมาะสมกับการสวมใส่ในระยะเวลานาน มีการคลุกคลีมาก มีการสัมผัสใกล้ชิดใบหน้าและระบบทางเดินหายใจมาก ก็ควรเน้นในเรื่องของสุขอนามัยเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ยังควรพิจารณา ในเรื่องของกระบวนการซักทำความสะอาด การเลือกใช้สารเคมี ที่เหมาะสม

เพียงเท่านี้คุณจะได้รับความคุ้มค่าที่ได้รับกลับมาจากการใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ ซึ่งส่งผลดีอย่างเป็นประโยชน์ให้กับชีวิตน้อยๆที่คุณรักได้อย่างมากมาย อย่างที่ใครหลายคนอาจนึกไม่ถึงและละเลยไปกับช่วงเวลาสำคัญทางพัฒนาการอย่างน่าเสียดายเลยทีเดียว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น