ตัวอย่างบทความ1
ไม่ทดสอบพรากของรักไปจากเด็ก
การหยอกเย้าเด็กด้วยการแกล้ง ให้เด็กรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียหรือพรากจาก เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อโครงสร้างของจิตใจเด็ก
ไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่รู้สึกสนุกกับการหยอกเด็ก หรือไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่อยากพิสูจน์อยากทดสอบ ว่าเด็กรักในตัวบุคคลหรือในวัตถุนั้นๆ อยู่มากแค่ไหน เห็นแล้วรู้สึกชอบใจ ที่เด็กมีความรักให้กับสิ่งเหล่านั้น
การจะทำเรื่องนี้ หากจะทำเพื่อการกระตุ้นให้เด็กรู้สึกตระหนักหวงแหนมากยิ่งขึ้น หรือรักมากยิ่งขึ้น จะต้องกระทำโดยมีแบบแผนมีความเหมาะสมมีวิจารณญาณ และมีวิธีที่ถูก ไม่ทำพร่ำเพรื่อและต้องทำเพื่อการสอนสั่ง มิใช่ทำเพื่อเล่นสนุก
และควรทำอย่างเหมาะสมกับสภาพความเปราะบางของเด็ก ไม่ควรใช้วิธีที่เข้มข้นแรงเกินไป
เมื่อทำลงไปแล้ว ต้องชี้แจงสิ่งที่สอน ให้เขาเข้าใจด้วย เช่น ในเด็กที่มีพฤติกรรมไม่รักษาของชอบทิ้งขว้างของ ให้เข้าใจว่าสิ่งของมีโอกาสที่จะหายได้อย่างไร และเวลาที่ของหาย รู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งของอย่างไร
หรือในเด็กที่มีพฤติกรรม เกเร ไม่เหมาะเข้ากับผู้คน ก็ต้องสอนหลังจากให้บทเรียนด้วยว่า ในยามที่ผู้คนหนีเลี่ยงออกห่างจากเด็กนั้นเพราะอะไร
เพราะหากกระทำลงไปอย่างปราศจากแบบแผนที่ดี ทำลงไปแล้วปล่อยให้เด็กเสียใจฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวกลไกลระบบความคิดของเด็กอาจจะผลิตโครงสร้างผิดๆมาประกอบกับเหตการณ์ได้หรืออาจมีความผูกใจ เพิ่มจิตนิสัยเกรี้ยวกราด หรือมีลักษณะของความวิตกกังวล เพิ่มขึ้น
ความรักความหวงนั้น เป็นเรื่องที่มีทั้งรูปแบบที่มีข้อดี และรูปแบบที่มีข้อเสีย การฝึกให้เด็กกลายเป็นคนที่หวงของมากๆ อย่างขาดวิจารณญาณแยกแยะ และความสมเหตสมผลก็เป็นสิ่งไม่ควร
การฝึกให้เด็กผูกใจรักในตัวบุคคล ยึดติดมากๆ จนมีความกลัวความผวาที่จะพรากห่าง นั่นก็เป็นลักษณะที่ไม่ควรเช่นกัน
แม้ว่า พ่อแม่หลายคนจะเชื่อว่าอีกหน่อยพอลูกๆโตขึ้นก็คงจะเข้าใจได้เองและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมได้เองนั้น ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงอยู่ แต่การสร้างปมใดปมหนึ่งที่ผิดปกติขึ้นในวัยเด็กนั้น จะสามารถส่งผลเชื่อมโยงไปในระบบความคิดความอ่าน ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมอื่นๆได้ภายภาคหน้า จากชั้นของจิตสำนึกที่ฝังลงลึกมากตั้งแต่วัยเด็กนั่นเอง
ตัวอย่างบทความ2
การเลือกเสื้อผ้าแต่ละฤดูให้กับเด็ก
การเลือกสรรเครื่องแต่งกายให้กับเด็กในช่วงฤดูกาลต่างๆนั้น อาจจะยังเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายต่อหลายคนละเลยในเรื่องที่มีส่วนต่อโอกาสทางพัฒนาการของเด็กไปอย่างน่าเสียดาย
การเลือกชุดเครื่องแต่งกายในแต่ละฤดูหรือสภาวะอากาศนั้น โดยทั่วไปแล้วในโลกของผู้ใหญ่ ดูจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสักเท่าไหร่ แต่นัยยะที่สำคัญสำหรับโลกของเด็กๆนั้น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งซึ่งมีส่วนที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางความคิด จินตนาการ อารมณ์และอุปนิสัยจิตใจของเด็กๆ ที่อยู่ในวัยอันมีสภาวะของการปลูกฝังและพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่
อีกทั้งประเด็นที่สำคัญนั่นก็คือ เด็กๆไม่สามารถเลือกเสื้อผ้าจัดสรรเสื้อผ้าในแต่ละวันได้ด้วยตนเอง ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้สะดวกเท่าโอกาสและการตัดสินใจของผู้ใหญ่
โดยเฉพาะในเด็กที่ยังเล็กมากๆ ที่ไม่สามารถรายงานให้ผู้ใหญ่ทราบได้ว่า ชุดแต่งกายในวันนั้นส่งผลต่อเค้าอย่างไรบ้าง แตกต่างกับบรรดาผู้ใหญ่ที่สามารถเลือกเสื้อผ้าได้อย่างเข้าใจตัวเองเข้าใจสถานการณ์ได้มากกว่า หากตระหนักถึงข้อนี้ผุ้ใหญ่จะพึงระวังได้มาก เพราะแม้แต่การซื้อเสื้อผ้าให้ตนเองยังต้องคิดหลายจุดยากที่จะให้ใครคิดแทนได้ ดังนั้นยิ่งต้องเข้มงวดในการเลือกสรรให้กับลูก
นอกจากนี้เด็กในช่วงอายุ4-7ขวบ บางครั้งยังเลือกที่จะอยากใส่เสื้อผ้าตัวโปรดที่เขาชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นสีสันลวดลาย หรือมีลายตัวการ์ตูนตัวโปรด โดยยอมที่จะอดทนกับความรู้สึกสวมใส่ไม่ค่อยสบาย หรือแม้แต่ใส่แล้วไม่สอดคล้องกับสภาพอากาศด้วย
ผลกระทบเหล่านี้ อาจกลายเป็นปัญหาได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผดผื่นคัน อาการทางผิวหนัง ที่เกิดขึ้นจากชนิดของเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูร้อน ซึ่งอาจหนาไปหรือเป็นเพราะใยผ้าสังเคราะห์ที่ขัดขวางการระบายอากาศ รวมไปถึงการแพ้ชนิดของใยผ้า
อีกทั้งยังมีเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูหนาว เช่นเสื้อผ้าที่ดูผิวเผินภายนอกเหมือนเสื้อผ้าที่หนา อบอุ่น แต่กลับซึมซับความเย็นหรือปล่อยผ่านความเย็น จนเกิดปัญหาทางสุขภาพ
นอกจากนี้ยังมีกรณีของเสื้อผ้าที่ช่วยในเรื่องของการปรับสภาพทางอากาศ แต่กลับมีปัญหาในเรื่องทำความสะอาดยากหรือมีขนละอองที่ก่อภูมิแพ้ได้ หรือสะสมสารเคมี ตกค้างได้ง่าย
หากลักษณะอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหรือชัดเจน ก็ยังเป็นเรื่องพอที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนได้ทันในกรณีของพ่อแม่ที่มีความสนใจสังเกตมากพอ
แต่หากลักษณะอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนรุนแรง ให้ปรากฏพบเห็นตรวจสอบได้โดยง่าย และมีการค่อยๆสะสมผลเสีย บั่นทอนแทรกซึม นี่ก็จะกลายเป็นภัยเงียบให้แก่เด็กอย่างน่าเป็นห่วง
การมีปัญหาทางสุขภาพหรือการสวมใส่ไม่สบายตัว นอกจากจะบั่นทอนทางร่างกายแล้ว ยังรบกวนภาวะอารมณ์ของเด็กๆ สะสมความรำคาญ ความเครียด ซึ่งต่อผลกระทบด้านลบไปยัง สมาธิและจินตนาการสร้างสรรค์ ทั้งยังส่งผลกับอุปนิสัยได้อีกด้วย
ดังนั้นแล้วการเลือกสรรเสื้อผ้าให้กับเด็ก ผู้ปกครองควรพิจารณามีหลักการเลือกและ แยกประเภทออกให้เหมาะสม
อย่างเช่น เสื้อผ้าที่มีความสวยงามหรือเป็นที่ถูกใจสำหรับเด็กๆหรือผู้ปกครอง หากมีลักษณะกับการสวมใส่ที่ไม่รองรับสภาพอากาศ รองรับสุขอนามัย รองรับการสวมใส่เป็นเวลานาน ก็ควรแบ่งให้เป็นชุดสำหรับไว้ใส่ในบางโอกาสที่เหมาะสมและระยะเวลาที่เหมาะสม อาจจะให้ลูกๆได้ใส่บ้างเพื่อกระตุ้นความสนุกสนานมีชีวิตชีวา
เสื้อผ้าใดที่เหมาะกับการรองรับสภาพอากาศแต่ละแบบแต่ละระดับของอุณภูมิ ก็ควรคัดเลือกให้สอดคล้องและสังเกตอย่างถี่ถ้วนอย่ามองเพียงผิวเผินภายนอก
เสื้อผ้าใดที่เหมาะสมกับการสวมใส่ในระยะเวลานาน มีการคลุกคลีมาก มีการสัมผัสใกล้ชิดใบหน้าและระบบทางเดินหายใจมาก ก็ควรเน้นในเรื่องของสุขอนามัยเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ยังควรพิจารณา ในเรื่องของกระบวนการซักทำความสะอาด การเลือกใช้สารเคมี ที่เหมาะสม
เพียงเท่านี้คุณจะได้รับความคุ้มค่าที่ได้รับกลับมาจากการใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ ซึ่งส่งผลดีอย่างเป็นประโยชน์ให้กับชีวิตน้อยๆที่คุณรักได้อย่างมากมาย อย่างที่ใครหลายคนอาจนึกไม่ถึงและละเลยไปกับช่วงเวลาสำคัญทางพัฒนาการอย่างน่าเสียดายเลยทีเดียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น