วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตัวอย่างการเขียนบทความการออกกำลังกาย

การเขียนบทความเชิงสุขภาพนั้น ข้อที่ง่ายดายของมันก็คือในโลกของอินเทอร์เนทนั้นมีข้อมูลในด้านนี้อยู่เพียบให้คุณไปนำมาเขียน
แต่ทว่า บทความเหล่านั้นก็จะเป็นบทความสุขภาพที่หาอ่านได้ทั่วๆไป อาจไม่สร้างแรงดึงดูดให้คนติดตามตอนต่อไปเท่าใดนัก

แต่หากว่าคุณตั้งใจเรียนรู้เข้าใจโลกในวงการสุขภาพ ด้วยตนเองบ้างให้เวลากับมันอย่างจริงจังสักระยะ
คุณจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราว ที่มันต้องอธิบายเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่องได้
และเกิดความแปลกใหม่อีกด้วย

นอกจากนี้ความลับก็คือคุณเคยสงสัยไหมว่า นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ หรือแม้แต่
 เทรนเนอร์ฟิสเนทจะมีประโยชน์อะไร
เพราะเราเองก็สามารถจะไปหาอ่านเอาข้อมูลต่างๆได้  แต่ความลับก็คือ เรื่องของสุขภาพและสูตรต่างๆที่มีกันทั่วอินเทอร์เนทนั้น  มันต้องขึ้นอยู่กับบุคคลที่เหมาะสมด้วย
เพราะในหลักสุขภาพแล้ว คนเรานั้นมีรูปแบบชีวิตไม่เหมือนกัน มีกรุ๊ปเลือดมีเพศ มีรุปร่าง มีมวลกระดูก มีวิถีชีวิตเวลาตื่นเวลานอน เวลาถ่าย เวลากิน ไม่เหมือนกัน มีความฟิตแตกต่างกัน มีความแข็งแรงไม่เท่ากัน มีเวลาและภาระหน้าที่ไม่ตรงกันและไม่เหมือนกัน  มีโรคประจำตัวไม่เหมือนกัน มีอาการแพ้ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นสรุปง่ายๆเลยว่า จนแล้วจนรอด สูตรและวิธีในอินเทอร์เนทที่มีมากมายหลายตำรา บางทีก็ขัดกันเองนั้น
ต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการมาวิเคราะห์รูปแบบของบุคคลๆนั้นที่จะนำไปใช้ด้วย รวมทั้งต้องประยุกต์ตำราให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ด้วย

ทำให้โลกนี้ต้องมีอาชีพ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ หรือแม้แต่
เทรนเนอร์ฟิสเนท ขึ้นมา   

และก็มีกลุ่มของผู้คนที่เข้าใจข้อนี้และมักจะสนใจติดตามอ่าน บทความของคนที่ตอบโจทย์ของเขาได้
ดังนั้นการเขียนบทความออกกำลัง แบบบทความคุณภาพจริงๆนั่นก็คือ
1.คุณควรมีความรู้จริงๆอยู่ บ้างพอสมควร
2.หากคุณอาศัย การคอยหาข้อมูลต้นฉบับจากแหล่งใดคุณต้องคอยตามติดแหล่งนั้น เพราะมันจะเกิดความต่อเนื่องกัน แต่หากคุณไปเน้นกระจายหยิบบทของคนนั้นมาคนนี้มา มันก็กลายเป็นคอลัมภ์ทั่วๆไป ที่ไม่มีความสัมพัณธ์กันเป็นสูตรเดียวกัน


ซึ่งผมได้นำบทความตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งเป็นบทความที่ผมได้เขียนขึ้นไว้ในเวปของผมเองโดยอาศัยความรู้จากประสบการณ์ความรู้ของตัวเองล้วนๆ และขอสงวนสิทธิ์ให้ดูเป็นตัวอย่างสักบทหนึ่งดังนี้

ตัวอย่าง



รูปแบบการออกกำลังกาย4ระดับ


หลักใหญ่ๆของชนิดการออกกำลังกายเพื่อการ จัดการกับรูปร่างนั้น จะมีด้วยกันอยู่4แบบ


1.แบบเน้นการเผาผลาญแครอลี่ตลอดทั้งวัน 
การให้ร่างกายได้รับการเผาผลาญแคลอรี่ในลักษณะนี้จะมีลักษณะการ บรูณาการทั้งร่างกาย
ซึ่งก็คือการเน้นใช้พลังงานในร่างกายโดยไม่คำนึงถึงรูปแบบ
ไม่เน้นประสิทธิภาพของชนิด แต่เน้นที่จะให้ร่างกายได้ทำหลายสิ่งหลายอย่าง ประกอบกิจกรรมอยู่เสมอไม่อยู่เฉยเกียจคร้าน



สำหรับในแบบนี้ ยึดถือได้จากการเคลื่อนไหวทุกสิ่งทุกอย่างและการใช้แรงทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะขยับตัวหรือจะยืนแบกน้ำหนักตัวเองไว้เฉยๆ
ไม่ว่าจะทำงานหรือทำกิจกรรมใดๆ หรือจะทำงานบ้านล้างรถล้างจานอะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ใช้ได้หมด


ที่จริงแล้วระบบนี้มีข้อดีมาก ก็คือใช้การผสมผสานและทำเรื่องต่างๆตามใจชอบ
ไม่ต้องซีเรียสมากมายอะไรกับรูปแบบการใช้พลังงาน
และในขั้นที่สูงขึ้นของ  การออกกำลังในแบบนี้มักจะอยู่ในระดับของแบบที่นักกีฬาทั่วๆไปมักใช้กันในรูปของการ วอมร์อัพหรือการเอ๊กเซอร์ไซด์ เพียงแต่เรานำมันมาทำติดๆ กันในระยะที่ใช้เวลามากในแทบจะตลอดทั้งวัน



แต่


ทำไมผู้คนที่ทำในสิ่งพวกนี้ หลายคนกลับไม่ใช่คนตัวผอม
ยกตัวอย่างเช่น บางคนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ บางคนเป็นถึงกรรมกรแบกหามทั้งวัน
แต่ทำไมหลายคนยังตัวอ้วนลงพุง


คำตอบก็คือ เพราะมันมีปัจจัยเกี่ยวข้องอื่นๆอีกนั่นเอง
เช่นไม่สัมพัณธ์กับการกินและการนอน
การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลแน่นอนกับระบบพลังงานของร่างกาย
อีกทั้งยังมีเรื่องของระบบการย่อยและระบบการเผาผลาญ


ส่วนในเรื่องการกินนั้น บางคนทำกิจกรรมทำงานทั้งวันแต่พอตกเย็นก็กลับ ซดเบียร์ นอนดูทีวี
หรือแม้กระทั่งกรรมกรใช้แรงงาน เลิกงานด้วยความล้า ก็เปิบข้าวมื้อใหญ่ทดแทนเป็นหม้อ
แถมกินเสร็จก็อาบน้ำเข้านอนทันทีอีกต่างหาก


หรือบางคนทำกิจกรรมมาเยอะจริงแต่ก็เที่ยวน่าดูหรือกินเพิ่มขึ้นมากเป็นเงาตามตัว


หรือแม้กระทั่งหลายๆคนที่เข้าฟิสเนททุกวัน วิ่งเครื่องวิ่งทุกวันชนิดที่เสื้อเปียกโชก
แต่ก็ยังลงพุงก้นย้อยกันทั้งปี นั่นก็เพราะจัดอาหารไม่ถูกต้อง
จัดเวลาการรับประทานไม่ถูก จัดชนิดของอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อไม่ถูก
และมีความรู้เกี่ยวกับอาหารไม่ถูก จัดรูปแบบการออกกำลังไม่ถูก


หรือไม่ก็มีการกินการฝึกในลักษณะผิดๆ หักโหมและเจอสภาพโยวโย่วเอ๊ฟเฟควนเวียนไปมา
บางคนอด5วันแล้ววันต่อมากินเป็นช้างแล้วก็อดใหม่อีกทีสลับกับตบะแตกแบบนั้นทั้งปี
สิ่งเหล่านี้นั้นก็ล้วนเป็นสาเหตุนึงในอีกหลายๆสาเหตุ




ทั้งที่จริงแล้วสำหรับคนที่ มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวเผาผลาญพลังงานทั้งวันมากอยู่แล้วนั้น
หากเราปรับการกิน การนอนให้อยู่ในวินัย ก็จะช่วยได้อย่างเห็นผลอัศจรรย์



โดยเฉพาะหากทำอย่างถูกต้องมีแบบแผน มีโปรแกรมที่เหมาะสม
มันจะไม่ทรมานเลยด้วยซ้ำ และชีวิตจะยังมีความสุขสบายๆแบบค่อยเป็นค่อยไปได้อย่างเห็นผลแม่นยำกว่า



หรือพูดง่ายๆเลยว่า สำหรับท่านที่อยากผอมแบบง่ายๆ ไม่ต้องไปเข้าฟิสเนทไม่ต้องไปออกกำลังอะไรที่เข้มขึ้น ขอเพียงท่านปรับการกินและการนอน การออกกำลังให้เหมาะสม มันจะส่งผลให้ดีขึ้นได้แน่นอน

แต่เหมาะสมอย่างไรนั้น คุณต้องเรียนรู้ครับ
และขอเน้นว่าเรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองอีกด้วย
ไม่มีเวปที่ไหนไม่มีหนังสือตำราเล่มใด ที่จะออกแบบโปรแกรมแบบเฉพาะสำหรับคนใดคนหนึ่งได้


ดังนั้นขอให้ พยายามทำความเข้าใจปรับใช้กับตัวเองให้เหมาะสม


อย่าไปตั้งหน้าตั้งตาทำตาม กับสิ่งที่เหมารวมเหล่านั้นอย่างไม่คัดกรองหรือถ้าไม่เข้าใจสิ่งใด




2การทำแอโรบิค
การทำแอโรบิคนั้น ไม่ใช่หมายถึงการเต้นแอโรบิค
แต่มันหมายถึงการออกกำลังเคลื่อนไหวติดต่อกันในท่วงท่าต่างๆ อย่างมีเป้าหมายและมีการกำหนดเวลา
รวมทั้งมีอัตราการเคลื่อนไหวอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับที่จัดว่า อยู่ในเกณท์ของการแอโรบิค



เช่นการเต้นแอโรบิก การวิ่งจ๊องกิ้งความเร็วน้อย การปั่นจักยานทางไกลหรืออะไรก็ตามที่เป็นลักษณะการออกกำลังที่ไม่เหนื่อยหัวใจเต้นเร็วมากเกินไปนัก แต่อาศัยการทำติดต่อกันเป็นเวลามากๆ
ที่คุณสามารถเลือกใช้ได้ หรือแม้แต่การขยับตัวในท่าทางต่างๆติดต่อกัน
สิ่งเหล่านั้นถือเป็นการแอโรบิค แทบทั้งนั้น


การทำแอโรบิคนี้ มักจะอาศัย ความนานของการออกกำลังเป็นจุดเด่น
ดังนั้นสิ่งที่กระทำนั้นควรเป็นสิ่งที่ทำติดต่อกันได้ ในระยะเวลานาน
และทำเสร็จแล้วร่างกายมีโอกาสที่จะ เกิดอาการโอเวอร์เทรน อาการช๊อค อาการหักโหม
อาการบาดเจ็บน้อยมาก มันจึงจัดว่าเป็นการออกกำลังที่ทำได้แทบทุกวัย


และยังมีข้อดีที่เนื่องจากความสะดวกในการทำ
มันจึงทำให้คุณทำมันได้แทบทุกเวลาและทุกสถานที่


มันคือสิ่งที่ช่วยกำจัดพลังงานส่วนเกินที่ได้รับมาจากอาหารในแต่ละวันได้ดีที่สุด
และทำให้สุขภาพภายในแข็งแรงได้อย่างเด่นชัดอย่างมาก
แบบที่สองนี้จะส่งผลให้คุณได้รับสุขภาพภายในที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น สุขภาพผิวที่ดีขึ้น
และเห็นผลในการจัดการกับรูปร่างได้เร็วขึ้น




3การเบรินไขมัน และการทำคาร์ดิโอ

สำหรับข้อนี้นั้น มันต่างจากข้อที่ผ่านมาอย่างไร ความต่างของมันก็คือ แบบแรกนั้นจะเป็นการปรับสภาพร่างกาย และไขมันจะลดทีละน้อยแม้จะค่อนข้างใช้เวลาระยะยาวแต่ก็ส่งผลรวมในทางดีและไม่หักโหม
แต่สำหรับในข้อสามนี้ มันว่ากันถึงเรื่องการออกกำลังที่กระตุ้นกับการเผาผลาญไขมันสะสมเดิมโดยตรง และเร่งผลให้รวดเร็วกว่าแบบที่ผ่านมา


เพราะแบบที่ผ่านมานั้นใช้หลักของการเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่กินในวันนั้นๆ ไม่ให้เหลือสะสม
และทำให้ร่างกาย จัดสภาพร่างกายใหม่
แต่สำหรับการเบรินนั้น มันจะส่งผลได้กับการเผาผลาญไขมันที่มีอยู่เดิมในวันนั้นๆ
รวมทั้งเร่งอัตราการย่อยอาหาร เผาผลาญพลังงานอาหารในประจำวันได้ในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย อีกทั้งยังลดไขมันเฉพาะส่วนได้อย่างเห็นผล
เพราะแบบสองข้อแรกที่ผ่านมานั้นหากบางท่าน เลือกที่จะทำในแบบน้อยๆ อาศัยการทำงานบ้านการเดินตลาดบ้าง
การทำกิจกรรมทั่วไป ควบคู่ไปกับวินัยการกินที่ดี ซึ่งนั่นมันทำให้คุณผอมลงได้ แต่มันอาจหลงเหลือไขมันสะสมในบางส่วนที่กำจัดไม่ออกได้สักที และ อาจยังเป็นคนผอมที่แลดูเป็นคนผอมทั่วไป ไม่ใช่หุ่นแบบนักออกกำลังกาย
เนื่องจากร่างกายไม่ได้ผ่านการฝึกให้รับสภาวะที่เข้มข้นขึ้น



แต่สำหรับการเบรินไขมัน มักจะอาศัยสูตรหลากหลาย ว่ากันในเรื่องหลักของคาร์ดิโอที่เข้มข้นขึ้น
ว่ากันในเรื่องของการออกกำลังที่ต้องมีระดับการเต้นของหัวใจในอัตตราที่กำหนด
ต้องมีระดับความเหนื่อยที่เหมาะสมและต้องทำติดต่อกันจนถึงระยะเวลาที่กำหนด
บางสูตร มีการระบุช่วงเวลาจังหวะการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่ออกกำลัง


เช่น วิ่งความเร็วเท่านี้ในช่วงเวลานึงจากนั้นเมื่อถึงระยะทางนึงใช้อีกความเร็วหรือใช้อีกแรงต้าน
หรือช้าสลับเร็ว


แต่การใช้สูตรที่ซับซ้อนแบบนี้ ควรใช้โดยความรอบคอบ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติเฉพาะของร่างกายแต่ละคนที่แตกต่างกัน  เพราะมันอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อร่างกายได้ หากทำไปอย่างส่งเดช ติดต่อกัน เช่นการบาดเจ็บ หรือการกระทบต่อสุขภาพเช่นเรื่องความดัน หัวใจ หลอดเลือดสมอง และโรคประจำตัวทั้งที่เป็นอยู่แล้วหรือที่แอบแฝงในร่างกายให้กำเริบขึ้นมา


แต่การเบรินก็ยังมีในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน เช่นการวิ่งในระยะทางที่กำหนดและมีอัตตราความเร็วค่อนข้างเสมอกันไป สำหรับการออกกำลังในรูปแบบให้เกิดสภาวะการเบรินได้นั้น
มีหลายรูปแบบที่ช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือปั่นจักรยานสลับความเร็ว การว่ายน้ำสลับความเร็ว หรือ การชกลม การกระโดดเชือก หรือการทำแอร์โรบิคที่หนักหน่วงขึ้น
สำหรับข้อนี้ จะค่อนข้างทำในระยะเวลาที่น้อยกว่าข้อที่1และ2 เนื่องจากมันค่อนข้างที่จะเหนื่อยล้าสูง
รวมทั้งอาจส่งผลเสียกับสุขภาพหรือแม้กระทั่งบาดเจ็บได้ หากกระทำในลักษณะหักโหม



ดังนั้นสำหรับนักออกกำลังมืออาชีพ
ก็มักจะทำทั้งแบบข้อ1เข้าเสริมและแบบข้อ2ข้อ3รวมกัน
ใช้คุณสมบัติที่ดีของแต่ละแบบเข้ามาเกื้อหนุนกัน จัดตารางเอาไว้เป็นชุดอย่างเหมาะสม






4 เวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกับแรงต้าน

สำหรับในข้อ4นี้ การเวทเทรนนิ่งให้ผลที่แตกต่างกับข้ออื่นๆที่ผ่านมายังไง



ขอชี้แจงว่า ในแบบอื่นๆที่ผ่านมานั้น มันช่วยด้านเผาผลาญพลังงานประจำวัน ทำให้ร่างกายผอมลง


ในแบบที่สาม มันช่วยกำจัดไขมันเฉพาะส่วน และช่วยเพิ่มอัตตราการเผาผลาญอาหารให้ผอมเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยทำให้ร่างกายดูเฟริมส์ขึ้นกระฉับกระเฉงขึ้น
แต่ในแบบที่สี่นี้ สิ่งนี้มันจะช่วยให้รูปร่างของคุณ เกิดคำว่าสัดส่วน
ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะต้องการสัดส่วนที่จุดไหน คุณจำเป็นต้องพึ่งการฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างแน่นอน



สิ่งนี้มันจะทำให้คุณเดินไปที่ใด จะดูไม่เหมือนคนทั่วๆไป
รูปร่างของคุณจะดูดีในลักษณะที่ เตะตาผู้คน


หรือแม้แต่คุณยังได้ความแข็งแรงของสัดส่วน สามารถมีพลังในกิจกรรมประจำวันที่ต้องใช้แรงต้านหรือรับแรงต้านได้อย่างดี


สำหรับข้อที่สี่ คือเวทเทรนนิ่งนี้นั้น
มันจะทำให้ร่างกายคุณดูเป็นนักกีฬา หรือแม้แต่เป้าหมายที่มุ่งสู่หุ่นนายแบบนางแบบ
หรือแม้จะไม่หวังเอาขนาดนั้น แต่มันจะทำให้ร่างกายของคุณ มีสัดส่วนแน่นอน
ทำให้ร่างกายมีส่วนโค้งเว้าส่วนนูน ได้อย่างชัดเจน
ตามลักษณะเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่นบางคนต้องการอกผายไหล่ผึ่ง เดินองอาจขึ้น
บางคนต้องการ มีเอวเว้าสะโพกสวยขาสวย แขนไม่ย้อย
บางคนต้องการ หุ่นเพรียว มีทรง
บางคนต้องการมีซิคแพ็ค หรือสะโพก ต้นขาดูดี
หรือบางคนต้องการมากกว่านั้นเช่นเป็นนักกล้าม นักเพาะกาย
อันนี้ก็แล้วแต่โปรแกรมที่วางไว้ ของแต่ละคน
ซึ่งการเวทเทรนนิ่งนี้ มีรูปแบบการฝึกที่แตกต่างกันออกไปอีกตามจุดประสงค์ของแต่ละคน



การฝึกเวทเทรนนิ่งก็คือการฝึกออกกำลังกับแรงต้าน ไม่ว่าจะเป็นแรงดึงแรงยกแรงงัดแรงถีบ
โดยมีเรื่องของการใช้น้ำหนักเข้ามาให้ร่างกายได้ออกแรงต้าน
มีเป้าหมายทำปฏิกริยากับกล้ามเนื้อในหลายระดับความเข้มของผู้ฝึก



เช่นผู้ฝึกที่ตังเป้าที่ ความกระชับก็มักที่จะใช้น้ำหนักที่รักษาความคงรูปและอาศัยความล้า
เข้าฝึกฝนให้ร่างกายพัฒนาความกระชับ



หรือผู้ฝึกที่ตั้งเป้าหมายให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเป็นทรงขึ้น
กลุ่มนี้จะมีการทำให้มีเส้นใยของกล้ามเนื้อชนิดที่ซ่อมแซมตัวเองได้ เกิดการถูกทำลายบางๆ
และทำการซ่อมตัวเองให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
หากกินในระดับปรกติ ก็จะเกิดการจัดทรวดทรงของกล้ามเนื้อ ในขนาดที่ใกล้เคียงกับขนาดเดิม
หรืออาจเล็กกว่าขนาดเดิมหาก ลดอาหาร แต่ก็จะเป็นทรงเป็นรูปร่างที่ดีขึ้น



แต่หากกินอาหารในลักษณะที่บำรุงตัวเอง ตามเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม
ก็จะทำให้กล้ามเนื้อขยายขนาดขึ้นได้ อย่างเช่นกลุ่มนักเพาะกาย
โดยนักเพาะกายจะอาศัยการฝึกกับน้ำหนักที่ หนักกว่า มากกว่า
และมีเทคนิคการฝึกเฉพาะตัวกว่า เสริมเข้าไปอีกด้วย



แต่โดยรวมๆแล้วท่าในการเล่นและอุปกรณ์ในการเล่น
ส่วนใหญ่แล้วสามารถใช้ร่วมกันได้กับผู้ฝึกทุกจุดประสงค์ทุกเป้าหมาย



สำหรับการฝึกเวทเทรนนิ่ง
จะแบ่งเป็นหลายท่า หลายอุปกรณ์และหลายเป้าหมายที่จะจัดการกับส่วนแต่ละส่วนของร่างกาย



คุณลักษณะเฉพาะของการออกกำลังในรูปแบบนี้ก็คือ
มันจะทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น แข็งแรงขึ้น ช่วงห่างของไขมันกับกล้ามเนื้อภายในลดลง
การละลายเผาผลาญแคลอรี่ในขณะที่กำลังออกกำลัง จะน้อยกว่า การทำคาดิโอ แอโรบิค
แต่ การออกแรงในชั่ววินาทีขณะที่ออกกำลังจะหนักกว่า ใช้กำลังมากกว่า
และเมื่อออกกำลังเสร็จไปแล้ว
ร่างกายจะทำการซ่อมแซมตัวเอง ทำให้ร่างกายที่กำลังพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอื่นๆหลังการเวทเทรนนิ่งนั้นยังเกิดการเผาผลาญสารอาหารแคลอรี่ อยู่ตลอดเวลาแม้แต่ในเวลานอนของวันที่ร่างกายทำการซ่อมแซมตัวเอง  และในช่วงวันใหม่ที่ร่างกายทำการฟื้นฟู
ซึ่งต่างจากการออกกำลังแบบแอโรบิค ที่เมื่อหยุดออกกำลัง ก็หยุดลงที่ตรงนั้น
และเกิดการซ่อมแซมร่างกายน้อยกว่าการฝึกเวทเทรนนิ่ง
ที่ยังคงทำการเผาผลาญต่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งเปรียบเหมือนม้าที่วิ่งช้าๆแต่วิ่งยาวนานกว่า
และเมื่อร่างกายซ่อมแซมตัวเองแล้ว มันจะจัดโครงสร้างคุณใหม่ไปทีละน้อยๆให้มีสัดส่วนขึ้นกระชับขึ้น มีทรวดทรงตามรูปแบบของชนิดการฝึก



แต่อย่างไรก็ดี เวทเทรนนิ่งให้ผลในการเบริน์ไขมัน ได้ช้ากว่าการทำคาร์ดิโอ
และให้ผลเรื่องสุขภาพภายในระบบของหัวใจและการหายใจ และการฝึกแรงอึด แรงทนต่อความล้า
ได้น้อยกว่าการทำแอโรบิค
แม้ว่าไม่ได้มีข้อเด่นที่การจัดการไขมัน ได้เร็วมากนัก
แต่ก็ให้ผลต่อการจัดทรงของร่างกายอย่างเห็นผลมาก
โดยทั่วไปแล้วจะนิยม ฝึกเวทเทรนนิ่งแล้วต่อด้วยการทำคาร์ดิโอ หรือแอร์โรบิค
เมื่อผสานกันจะ เกื้อหนุนกันอย่างมาก
เพราะการทำคาร์ดิโอจะ ช่วยจัดการไขมันสะสม
ส่วนแอรโรบิคจะจัดการกับพลังงานที่กินมาประจำวัน
โดยที่มีเวทเทรนนิ่ง สร้างกล้ามเนื้อภายใน ให้ช่วงห่างของชั้นผิวหนังที่มีไขมันนั้นแคบตัวลง
และเมื่อฝึกไปนานๆ เมื่อไขมันถูกสลายไปมากแล้ว กล้ามเนื้อภายในก็จะเผยออกมาอย่างสวยงาม
อย่างเช่นซิคแพ็คเป็นต้น
กล้ามเนื้อในที่นี้มิได้ระบุถึงกล้ามเนื้อของนักกล้ามหรือนักเพาะกายแต่เพียงอย่างเดียว
ยังกล่าวรวมไปถึง สัดส่วนที่กระชับสวยงามของเหล่านักกีฬา ดารา นายแบบนางแบบอีกด้วย
ที่ล้วนต้องอาศัยการฝึกเวทเทรนนิ่งเข้าช่วยแทบทั้งนั้น
หรือบางคนอาจบอกว่าตัวเองไม่เคยเล่นเวทเลยแต่ก็มีกล้ามเนื้อในบางส่วนได้
นั่นก็เพราะในลักษณะของกีฬาที่เขาเล่นนั้น มันมีบางจังหวะบางท่า ที่จัดได้ว่าเข้าหลักของเวทเทรนนิ่ง
อย่างเช่นนักบาสที่ออกแรงดันน้ำหนักตัว ออกแรงถีบกระโดดขึ้นจากพื้น นั่นเอง






สำหรับแบบการฝึกทั้ง4ลักษณะนี้
สิ่งที่ต้องระลึกเป็นใจความสำคัญก็คือ
การเตรียมพร้อมปูทางของร่างกาย และระบบการกิน การพักผ่อน
ไปจนถึงกิจกรรมประจำวันที่เกี่ยวเนื่อง
และ อุปกรณ์ที่ถูกต้อง รองเท้าที่เหมาะสม เสื้อผ้า และสิ่งซัพพอทต่างๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ
รวมทั้งท่าร่างที่ถูกต้อง จำนวนเซทที่ถูกต้อง การใช้แรงที่ถูกต้อง
การทำจังหวะที่ถูกต้อง และระยะเวลาการฝึกที่เหมาะสม
ไปจนถึง
ตารางการฝึกแบบแผนโปรแกรมการจัดลำดับที่ถูกต้อง
เพื่อผลที่มีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงสภาวะอันตรายทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ การหักโหมโอเวอร์เทรน หรือแม้แต่สุขภาพภายในที่ผิดพลาดเช่นระบบหัวใจระบบการหายใจ และคุณภาพของเลือดที่ไม่เป็นพิษ
สิ่งเหล่านี้ขอให้นำมาพิจราณาด้วย



เราจะเลือกใช้แบบใดหรือจะผสมผสาน ประยุกต์อย่างไร
นั่นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน ที่จะนำสิ่งต่างๆมาประกอบกันขึ้นเป็นโปรแกรม เฉพาะตัว
ขอให้ทำความเข้าใจกับมันให้ดี
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านทุกคน



ตัวอย่างการเขียนบทความเชิงเทคโนโลยีไอที

การเขียนบทความที่เกี่ยวกับวงการไอทีนั้น
สิ่งสำคัญนั่นก็คือความรู้ในวงการนั้นที่ควรมีอยู่ในระดับพอสมควร
มีความเข้าใจเนื้อหาทั้งในด้านเทคนิคของสินค้า เข้าใจในเรื่องของนวัตกรรม และโครงสร้าง
เข้าใจเรื่องราวของโลกในการตลาดทุน และชั้นเชิงการแข่งขันทางธุรกิจ
และมีการติดตามข่าวสารเป็นระยะ ที่พอสมควร   และสุดท้ายที่สำคัญมากคือต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของศัพท์เฉพาะในวงการ อย่างพอสมควร เพราะการเขียน บทความในวงการนี้นั้น
มักจะต้องเป็นข้อมูลที่ใช้ศัพท์เฉพาะกันเยอะ

หากเรามีพื้นฐานดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้นั่นจะทำให้เรา มีความเข้าใจและต่อยอดวิเคราะได้เองเพิ่มเข้าไปในบทความทำให้เนื้อหามีความเข้มข้นขึ้น


ซึ่งผมได้นำบทความตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งเป็นบทความที่ผมได้จัดส่งให้นายจ้างท่านหนึ่งของผมนำไปใช้งานแล้ว และขอสงวนสิทธิ์ให้ดูเป็นตัวอย่างสักบทหนึ่งดังนี้

ตัวอย่าง




มือถือสมาร์ทโฟนแบบไหนที่เหมาะกับงานสายธุรกิจ


หากคุณกำลังมองหาโทรศัพท์มือถือสักเครื่องที่ต้องการ ความสามารถที่เหมาะกับการนำมาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเราขอเสนอวิธีพิจารณาพื้นฐานสำคัญ ในการเลือกมือถือสมาร์ทโฟนดังนี้

 


1.มือถือเครื่องนั้น ต้องรองรับการคีย์ข้อมูลได้อย่างคล่องตัวที่สุด

รองรับการจดบันทึกข้อมูลสำคัญได้อย่าง สะดวกที่สุด เปิดปิดฟังค์ชั่น ได้อย่างรวดเร็ว และทางที่ดีควรมีระบบชอทร์คัท ที่สามารถเรียกการใช้งาน สำหรับบันทึกข้อมูลเอกสารขึ้นมาได้ในทันที ด้วยการกดปุ่ม ที่มีขั้นตอนสั้นที่สุด (บางรุ่นกดเรียกได้ในการกดครั้งเดียว)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลักษณะการทำงาน ของบางคนที่ต้อง ควักจด เก็บควักจดเก็บแบบถี่ยิบวันละหลายๆรอบ

การเปิดใช้ได้เร็วสะดวกที่สุด จะทำให้คุณประทับใจมากในจุดนี้



2.การคีย์ข้อมูลต้องสะดวก มีปุ่มกดหรือมีคีย์บอดร์ระบบสัมผัส ที่ทำงานตอบสนองได้แม่นยำกดถนัดและผิดพลาดน้อยที่สุด


3การ copy,past,cut ต้องทำงานได้อย่างสะดวกที่สุด บางรุ่นการเอานิ้วแตะเพื่อจะไฮไลท์ข้อมูลที่ต้องการคัดลอกนั้น ทำได้ไม่เสถียร กดยุ่งยาก ผิดพลาดง่าย และกะระยะยาก

ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมากๆ ในเวลาที่คุณต้องการทำงานกับข้อมูลสำคัญที่พบในอินเทอร์เนท หรือส่งมาจากอีเมล

ถ้าคุณเจอกับมือถือที่ทำงานในด้านนี้แย่ คุณจะหงุดหงิดมากๆ แต่หากคุณได้สัมผัสกับเครื่องที่ทำงานในจุดนี้ได้อย่างแม่นยำสะดวกฉับไว คุณจะรู้สึกได้ถึงแรงขับเคลื่อนของงานที่มีประสิทธิภาพ


4.ต้องสามารถบันทึกเสียงสนทนาได้อย่าง มีประสิทธิภาพสูง เพื่อการบันทึกข้อมูลสำคัญของลูกค้า,คู่ค้า,หรือแม้แต่คำสั่งเจ้านายและออร์เดอร์ต่างๆที่ไม่ตกหล่น คุณสามารถทวนย้อนไปฟังได้อย่างละเอียด รวมถึงใช้ในการวางแผนงานได้ดี เมื่อคุณนำบทสนทนานั้นมากลั่นกรอง

ซึ่งในกรณีนี้ มือถือหลายๆรุ่นในท้องตลาด มักทำงานได้ไม่สมบรูณ์ บางรุ่นมีสัญญาณรบกวน บางรุ่นมีคุณภาพเสียงที่แย่ มีเสียงรบกวน บางรุ่นใช้งานยุ่งยาก ติดตั้งยุ่งยาก และทำงานของฟังค์ชั่นไม่สม่ำเสมอติดๆดับๆ

ซึ่งระบบการอัดเสียงที่ดี ต้องสามารถตัดเสียงรบกวน ได้ อย่างเช่นเสียงลมหายใจ และบางรุ่นมีลักษณะของการดูดเสียงที่แปลงเสียงให้ออกมานุ่มนวลฟังชัด สามารถเลือกรูปแบบการอัดเสียงได้สารพัดรูปแบบ

 


5.ต้องแบตอึด หรือเปลี่ยนแบตได้ ซึ่งแน่นอนว่าในวันที่งานเข้า และต้องติดต่อกันแบบถี่ยิบแทบทั้งวัน คุณจะตระหนักถึงเรื่องนี้มาก


6.ต้องไม่มีโอกาสเสี่ยงของอาการแฮ้งค์ อย่างเช่นดับไปเองต้องคอยเปิดขึ้นมาใหม่ หรือหน้าจอค้าง หรือรับสายแล้วค้าง รับสายแล้วรีเซ็ท เหล่านี้เป็นต้น เพราะการทำธุรกิจนั้นสำคัญที่ว่าคุณแทบต้องไม่พลาดเลย ในการติดต่อรับสาย

ซึ่งเรามักจะเห็นนักธุรกิจ ที่ทำงานอย่างจริงจังและมีงานเข้ามามาก มักจะมีโทรศัพท์แบบธรรมดาที่ไม่มีระบบปฏิบัติการใดๆและไม่มีการลงแอพพลิเคชั่น ใดๆได้ พกเอาไว้ใช้คู่กันกับสมาร์ทโฟน เพื่อการติดต่อแบบหนักๆและไม่พลาดสาย


7.ต้องมีระบบการตั้งค่าโปรไฟล์ ที่ค่อนข้างอัจฉริยะ เช่นการปิดเสียง หรือการเปิดสั่น ที่ตั้งค่าอัตโนมัติให้สามารถตั้งค่าได้เองตามที่กำหนดไว้ อย่างเหมาะกับชีวิตประจำวันได้ โดยที่เราไม่ต้องคอยไปตั้งเองบ่อยๆ


8. โปรแกรมพื้นฐานสำคัญในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ อย่างเช่น ทาคร์ทูดู,คาเรนเดอร์, ต้องทำงานได้ง่ายและเก่ง และเซ็ทค่าเชิงลึกได้ รวมถึงการ ส่งSMSตอบกลับอัตโนมัติ,รับส่งเมล,การอัพโหลดไฟล์

 ,การเสริจข้อมูลและการแสดงผลของบราวเซอร์ ต้องมีประสิทธิภาพ


9.มือถือที่สามารถใช้ปากกา จดหน้าจอได้ย่อมได้เปรียบมากในการจดโน๊ตต่างๆและการทำงานเอกสารขั้นเหนือกว่า


10.และที่สำคัญอย่างที่สุดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ธุรกิจของคุณได้อย่างคล่องตัว นั่นก็คือการโอนถ่ายไฟล์ไปใช้งานต่อในคอมได้อย่างสะดวกที่สุด โดยเฉพาะไฟล์เอกสาร ควรจะสามารถอ่านได้รู้เรื่องในทันทีเมื่อเปิดอ่านในคอมพิวเตอร์


11 แน่นอนว่างานสายธุรกิจย่อมก่อเกิดไฟล์สำคัญมากมายไม่ว่าไฟล์ข้อมูลเอกสารไฟล์ภาพไฟล์เสียง และไฟล์เฉพาะสำหรับโปแกรมเฉพาะ ต่างๆ

ซึ่งไฟล์บันทึกข้อมูลทั้งหมดควรทำงานได้จาก แอพพลิเคชั่นระบบปิด ไม่มีการเชื่อมโยงกับเซฟเวอร์ใดๆทางอินเทอร์เนท ไม่มีโฆษณาของแอพพลิเคชั่นเข้ามาสอดแทรก ไม่ฝากฝังไว้กับระบบคลาวน์ และ ไม่สามารถเจาะทะลวงผ่านระบบอินเทอร์เน็ทเข้ามาได้


อีกทั้งระบบแบล็คอัพควรทำงานง่าย สามารถปรับแต่งไฟล์ได้ง่ายและนำไฟล์ที่แบล๊คอัพเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างคล่องตัวไม่ติดเงื่อนไขจุกจิก อย่างมากควรมีแค่การยืนยันรหัสในการใช้งาน ซึ่งปัญหาสำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่นหรือแอพพลิเคชั่นหรือระบบปฏิบัติการบางรุ่น มักติดเงื่อนไข จุกจิก เช่นต้องเปิดในเครื่องเดิมเท่านั้น หรือมีการผูกติดกับไอดีและ ข้อบ่งชี้ต่างๆที่ซับซ้อนเกินไปจนมักติดปัญหาเปิดไฟล์ไม่ได้

และนอกจากนี้ มือถือที่ดีควรที่จะโอนถ่ายข้อมูลไว้กับกาดร์พกพาได้

ซึ่งความปลอดภัยของไฟล์ ควรเน้นที่การเก็บรักษาจากภายนอก ของเราเองผ่านการด์ความจำต่างๆ






วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตัวอย่างบทความสายบันเทิง


การเตรียมกลับมาอีกครั้งในบทบาทใหม่ของ โป๊บและเบลล่า

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ฟีเวอร์ละครไทย แนวย้อนยุคผสานกับอริยาบทที่ร่วมสมัย  ซึ่งมีจุดเด่นของการวางบทตัวระครพระนาง ที่ทำออกมาได้อย่างสุดฟิน 
 ส่งผลให้ระครเรื่องบุพเพสันนิวาส ของคู่พระนาง โป๊ป ธนวรรธน์ และ เบลล่า ราณี ทำให้แฟนๆจำนวนมากต่างต้องแทบพากันจิกหมอน เมื่อได้เห็นลีลาการแสดง ที่สุดหวานปนหมั่นเขี้ยวของคู่นี้ในละคร

แต่น่าเสียดายที่หลังจากจบละคร บุพเพสันนิวาส ไปแล้ว เราก็ได้เห็นเพียงงานอีเว้นท์ของทั้งคู่เท่านั้น

แต่ทั้งๆที่กระแสกำลังดี กลับไม่มีความต่อเนื่องว่าทั้งคู่จะได้กลับมาเล่นละครร่วมกัน ให้แฟนๆ ได้กระชุ่มกระชวยอีก   มีเพียงเสียงเรียกร้องต่างๆของเหล่าแฟนคลับที่ต้องการให้มีการรีเทิร์น  อีกทั้งบรรดาผู้จัดต่างๆเองก็ยังน่าจะมองออก ถึงสถานการณ์ขุมทองที่กำลังเปิดให้มีช่องทางโกยได้อีกมาก

 และในที่สุด เหมือนเสียงเรียกร้องของเหล่าแฟนๆ จะเป็นผลขึ้นมาแล้ว เมื่อมีข่าวล่าสุดถึงแผนการนำทั้งคู่ กลับมาเล่นละครร่วมกันและพิสูจน์บทบาท ในเส้นทางใหม่ที่ท้าทายในอีกด้าน ในละครที่มีชื่อเรื่อง ร้อยเล่ห์มารยา

ละครเรื่องดังกล่าว ได้รับการจัดสร้างขึ้นโดย นก จริยา จากค่าย Maker J และ ได้นักเขียนผู้มากความสามารถ เบญจธารา มาประพันธ์บท ร้อยเล่ห์มารยาขึ้นใหม่ เน้นปรับปรุงเนื้อหาให้มีจุดพีคที่เข้มข้นหรือสะกดกระแสให้ได้อีกขั้น

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตัวอย่างงานเขียน วรรณกรรมบทสั้น

เรื่อง คุยกับผี

ค่ำคืนดึกสงัด ในบ้านร้างวังเวง มีชายหลงทางที่หลบพัก มีสีหน้าตื่นตกใจ
เขาสัมผัสได้ ถึงสิ่งที่รี้ลับ น่ายำเกรงที่อยู่ภายนอกบ้าน
ในอาการที่ตื่นตระหนก

และในที่สุดตรงบริเวณประตูก็ค่อยๆปรากฏเงาร่าง

เป็นผีร้ายที่น่ากลัว

 แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทและโศกเศร้า
 ตรงเข้ามาหาเขา
หาเขา
หาเขา

ชายคนนั้นยกมือบอกผีตนนั้นว่า หยุดก่อนท่าน

ท่านช่วยเราด้วยภายนอกบ้านนี้มีสิ่งเร้นลับยิ่งใหญ่น่าสะพรึงเหลือเกิน
..................
.......
..
.
ภายนอกบ้านมีจักรวาลที่ยิ่งใหญ่ไพศาล
สุดเวิ้งว้าง ไร้ที่สิ้นสุด ห้อมล้อมเราอยู่ ข้าสัมผัสถึงมันและมันก็น่ากลัวเหลือเกิน พวกเรามนุษย์คืออะไร?
ผีตนนั้นพลันหยุดนิ่ง เหลียวมองฟ้านอกหน้าต่าง แววตาเปลี่ยนเป็นรู้สึกสับสน
สะท้านต่อความรี้ลับสุดยิ่งใหญ่ไพศาลนั้น

ตัวอย่าง การเขียนนิยาย

ยามเย็นนับตามเวลา แม้แสงตะวันมิเคยเปลี่ยนเมืองโซรอสที่แสนเหน็บหนาวให้อุ่นขึ้นได้ กำลังคืบคลานมาถึง

นักเดินทางซกมก ผู้มีนามว่าแวร์ทาย ได้มานั่งข้างต้นมะพร้าวอยู่หลายชั่วยาม

กำลังเพลิดเพลินกับเสียงเจี้ยวแจ้วสนทนาของผู้คนในตลาดที่ยังไม่สร่างจางไปจากความคึกคัก

พลางพึมพำว่า

"น่องไก่น่องนี้ช่างอร่อยนัก  เมื่อดื่มคู่กับเหล้าข้าวโพดขวดนี้ก็รสชาติหวือหวาเข้ากันจริงๆ
เสียอย่างเดียวกินเยอะทีไร มันทำให้ข้ารู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน"

แวร์ทายพึมพำไปกินไป เหลือบตาไปมองเห็นขอทานน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ

"เฮ้สหายน้อย เราท่านนับว่าเป็นชนชั้นกลิ่นไอไม่ผิดกันนัก เอ้ามากินน่องไก่อร่อยๆด้วยกันเราให้ กินเต็มที่เลยยังมีอีกเยอะ"

พลางโยนน่องไก่ไปหนึ่งน่อง

"ไม่เป็นไรนายท่าน  ขอบคุณเรามีขนมปังแล้ว" ว่าแล้วก็หยิบมากัดได้คำนึง ก็เร่งร้อนดั่งมีธุระสำคัญใดเร่งรีบไป

แวร์ทาย กลอกตาไปมาอย่างเหนื่อยหน่ายรำพันว่า "ผู้คนนี่แปลกแท้น่องไก่อร่อยๆใยไม่ซื้อหามากินกัน ขนมปังนั้นก็เพียงแค่ดับดับหิวแต่ไม่มองเห็นความฝันถึงเตียงนุ่ม ที่ข้าอยากกลับไปเลยซักนิด

 บางทีหากสักวันข้าเหนื่อยหน่ายมีแต่ขนมปัง คงยอมกินตุ๊กแกย่างเสียยังดีกว่า

 รึว่าเป็นเพราะพวกพ่อค้าประหลาดที่ชอบยืนตามมุมเมือง คอยกล่าววาจาซ้ำซากพวกนั้นไม่รู้จักคำแนะนำใหม่ๆผู้คนให้ซื้อหากัน"

 ครู่ชั่วยามนึงก็ปรากฏกายของนักดนตรีหนุ่มท่าทางขี้โรคเดินแฝงมาในกลุ่มผู้คน แล้วจับจองพื้นที่ว่างเริ่มบรรเลงขลุ่ยในมือ

ใครเลยจะล่วงรู้ว่านักดนตรีท่าทางขี้โรคที่ดูอิดโรยนั้นแม้ไม่เป็นที่สนใจของสายตาผู้คน ท่ามกลางเมืองอันแสนหนาวเหน็บและเหือดแห้งจากรอยยิ้มของผู้คนในเมืองนี้

แต่แวร์ทายนับเป็นสหายหนึ่งเดียวที่คุ้นเคยแม้ไม่เคยกล่าวคำทักทาย

ผู้คนส่วนมากในเมืองต่างถูกประนามจากสายตาของแวร์ทายว่ามนุษย์ประหลาด บ้างพอรุดเข้ามาในเมืองก็เร่งรีบเดินไปหาซื้อปัจจัยที่ต้องการ พอซื้อเสร็จก็เดินจ้ำอ้าวมิใส่ใจอันใดข้างทาง

 บ้างก็นั่งนิ่งเงียบไม่พูดอันใดเป็นชั่ววันพอจะลุกก็ลุกหมายออกเดินทางจากไปทันที


ตัวอย่างงานเขียน เชิงปรัชญาข้อคิด

ทุกข์สุขล้วนต้องเจอแต่อยู่ที่มองอะไร

มนุษย์เรานั้น ความทุกข์คือสิ่งที่ทุกคนล้วนแต่ต้องเจอ แต่ทว่า กลับมีบางคนที่อาจเคยเข็ดขยาดจากเรื่องร้ายๆหรือยังรู้สึกบอบช้ำไม่หายดี

คนเหล่านี้หลายคนง่ายที่จะมองโลกในแง่ลบ

พวกเขามักจะคิดว่าชีวิตทำไมมันช่างมีแต่ความทุกข์ ที่มนุษย์ต้องเผชิญคิดถึงอดีต

จากนั้นก็พะวงถึงสิ่งต่างๆ จิตใจเฝ้าจับตาสังเกตุการเกิดขึ้นของความทุกข์ที่ต้องเป็นไปตามวัฐจักร ไม่ว่าการสูญเสียพรากจาก การล้างรา การเจ็บไข้ได้ป่วย การชรา และความตาย

พะวงที่จะจับจ้องแต่ด้านนึงของโลกที่ตนเองกลัวว่าเมื่อไหร่จะมาถึง
กังวลจดจ้อง ดั่งจิตที่แอบหมกมุ่นลึกๆภายใน สะกดจิตตนเองโดยไม่รู้ตัวอยู่ภายใน

การทำเช่นนี้จะทำให้จิตใจตกอยู่แต่ในบรรยากาศด้านลบของโลกนี้ โดยที่ลืมมองไปว่าโลกนี้ยังมีด้านบวก ยังมีเรื่องดีๆอีกมากที่สลับเข้ามาให้ได้ดื่มด่ำ ชื่นชม

แท้ที่จริงแล้วเรื่องร้ายๆนั้น มิได้ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนตลอดไป

ชีวิตเมื่อพบความทุกข์ก็ย่อมมีจังหวะได้พักจากความทุกข์ หรือแม้แต่มีสุขสลับเข้ามาบ้าง
เวลาของชีวิตนั้นยาวนานมากพอที่จะได้มีช่วงสลับพักเจออย่างอื่น และมีเรี่ยวแรงพอที่จะรับความทุกข์ต่างๆได้เสมอเมื่อเรียนรู้ที่จะเติมพลัง

เพราะชีวิตคือเรื่องราวที่ครบรส ได้เกิดมาเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ได้ฝึกฝนและพยายาม และท้ายที่สุดผู้ที่สามารถเข้าใจความทุกข์นั่นต่างหากที่จะเป็นผู้เข้าใจคุณค่าของสิ่งต่างๆ

ผู้ที่สามารถยืนหยัดได้บนโลกที่วนเวียนทั้งทุกข์สุขนี้ จะเป็นผู้ที่สามารถทำในสิ่งที่สร้างสรรค์สามารถช่วยเหลือได้ทั้งตนเองและผู้อื่น

ชีวิตของมนุษย์เรามิใช่จะต้องมีแต่ความสุขด้านเดียว แต่ความทุกข์นั้นล่ะ ที่จะส่งเสริมเป็นส่วนผสมให้จิตใจของเรามีพลัง

วันที่ฝนตกยังมีวันที่ฟ้าใส   มีทุกข์ก็มีสุขปะปนกันไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้เวลาตั้งใจทำในสิ่งที่ดีมีค่า ต่อชีวิตนั่นต่างหากที่ควรนำจิตไปจดจ่ออย่างสำคัญที่สุด

ตัวอย่างบทความ วงการดูแลเด็กเล็ก

บทความการดูแลเด็กเล็กเป็นบทความที่จะต้องใช้ความเข้าใจ ในโลกของเด็ก และต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้รับข้อมูลที่จะต้องได้ข้อมูลที่ ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายหรือจิตใจของเด็ก และความปลอดภัยอยู่เสมอ


ตัวอย่างบทความ1

ไม่ทดสอบพรากของรักไปจากเด็ก

การหยอกเย้าเด็กด้วยการแกล้ง ให้เด็กรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียหรือพรากจาก เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อโครงสร้างของจิตใจเด็ก

ไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่รู้สึกสนุกกับการหยอกเด็ก  หรือไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่อยากพิสูจน์อยากทดสอบ ว่าเด็กรักในตัวบุคคลหรือในวัตถุนั้นๆ อยู่มากแค่ไหน เห็นแล้วรู้สึกชอบใจ ที่เด็กมีความรักให้กับสิ่งเหล่านั้น


การจะทำเรื่องนี้ หากจะทำเพื่อการกระตุ้นให้เด็กรู้สึกตระหนักหวงแหนมากยิ่งขึ้น หรือรักมากยิ่งขึ้น จะต้องกระทำโดยมีแบบแผนมีความเหมาะสมมีวิจารณญาณ และมีวิธีที่ถูก   ไม่ทำพร่ำเพรื่อและต้องทำเพื่อการสอนสั่ง มิใช่ทำเพื่อเล่นสนุก

และควรทำอย่างเหมาะสมกับสภาพความเปราะบางของเด็ก  ไม่ควรใช้วิธีที่เข้มข้นแรงเกินไป

เมื่อทำลงไปแล้ว ต้องชี้แจงสิ่งที่สอน ให้เขาเข้าใจด้วย เช่น  ในเด็กที่มีพฤติกรรมไม่รักษาของชอบทิ้งขว้างของ ให้เข้าใจว่าสิ่งของมีโอกาสที่จะหายได้อย่างไร  และเวลาที่ของหาย รู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งของอย่างไร


หรือในเด็กที่มีพฤติกรรม เกเร ไม่เหมาะเข้ากับผู้คน  ก็ต้องสอนหลังจากให้บทเรียนด้วยว่า ในยามที่ผู้คนหนีเลี่ยงออกห่างจากเด็กนั้นเพราะอะไร

เพราะหากกระทำลงไปอย่างปราศจากแบบแผนที่ดี ทำลงไปแล้วปล่อยให้เด็กเสียใจฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวกลไกลระบบความคิดของเด็กอาจจะผลิตโครงสร้างผิดๆมาประกอบกับเหตการณ์ได้หรืออาจมีความผูกใจ เพิ่มจิตนิสัยเกรี้ยวกราด  หรือมีลักษณะของความวิตกกังวล เพิ่มขึ้น

ความรักความหวงนั้น เป็นเรื่องที่มีทั้งรูปแบบที่มีข้อดี และรูปแบบที่มีข้อเสีย การฝึกให้เด็กกลายเป็นคนที่หวงของมากๆ อย่างขาดวิจารณญาณแยกแยะ และความสมเหตสมผลก็เป็นสิ่งไม่ควร

การฝึกให้เด็กผูกใจรักในตัวบุคคล ยึดติดมากๆ จนมีความกลัวความผวาที่จะพรากห่าง นั่นก็เป็นลักษณะที่ไม่ควรเช่นกัน

แม้ว่า พ่อแม่หลายคนจะเชื่อว่าอีกหน่อยพอลูกๆโตขึ้นก็คงจะเข้าใจได้เองและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมได้เองนั้น ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงอยู่  แต่การสร้างปมใดปมหนึ่งที่ผิดปกติขึ้นในวัยเด็กนั้น จะสามารถส่งผลเชื่อมโยงไปในระบบความคิดความอ่าน ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมอื่นๆได้ภายภาคหน้า จากชั้นของจิตสำนึกที่ฝังลงลึกมากตั้งแต่วัยเด็กนั่นเอง


ตัวอย่างบทความ2

การเลือกเสื้อผ้าแต่ละฤดูให้กับเด็ก


การเลือกสรรเครื่องแต่งกายให้กับเด็กในช่วงฤดูกาลต่างๆนั้น อาจจะยังเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายต่อหลายคนละเลยในเรื่องที่มีส่วนต่อโอกาสทางพัฒนาการของเด็กไปอย่างน่าเสียดาย

การเลือกชุดเครื่องแต่งกายในแต่ละฤดูหรือสภาวะอากาศนั้น โดยทั่วไปแล้วในโลกของผู้ใหญ่ ดูจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสักเท่าไหร่ แต่นัยยะที่สำคัญสำหรับโลกของเด็กๆนั้น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งซึ่งมีส่วนที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางความคิด จินตนาการ อารมณ์และอุปนิสัยจิตใจของเด็กๆ ที่อยู่ในวัยอันมีสภาวะของการปลูกฝังและพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่

 อีกทั้งประเด็นที่สำคัญนั่นก็คือ เด็กๆไม่สามารถเลือกเสื้อผ้าจัดสรรเสื้อผ้าในแต่ละวันได้ด้วยตนเอง ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้สะดวกเท่าโอกาสและการตัดสินใจของผู้ใหญ่



โดยเฉพาะในเด็กที่ยังเล็กมากๆ ที่ไม่สามารถรายงานให้ผู้ใหญ่ทราบได้ว่า ชุดแต่งกายในวันนั้นส่งผลต่อเค้าอย่างไรบ้าง แตกต่างกับบรรดาผู้ใหญ่ที่สามารถเลือกเสื้อผ้าได้อย่างเข้าใจตัวเองเข้าใจสถานการณ์ได้มากกว่า  หากตระหนักถึงข้อนี้ผุ้ใหญ่จะพึงระวังได้มาก  เพราะแม้แต่การซื้อเสื้อผ้าให้ตนเองยังต้องคิดหลายจุดยากที่จะให้ใครคิดแทนได้   ดังนั้นยิ่งต้องเข้มงวดในการเลือกสรรให้กับลูก

นอกจากนี้เด็กในช่วงอายุ4-7ขวบ บางครั้งยังเลือกที่จะอยากใส่เสื้อผ้าตัวโปรดที่เขาชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นสีสันลวดลาย หรือมีลายตัวการ์ตูนตัวโปรด โดยยอมที่จะอดทนกับความรู้สึกสวมใส่ไม่ค่อยสบาย หรือแม้แต่ใส่แล้วไม่สอดคล้องกับสภาพอากาศด้วย

ผลกระทบเหล่านี้ อาจกลายเป็นปัญหาได้หลายทาง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผดผื่นคัน อาการทางผิวหนัง ที่เกิดขึ้นจากชนิดของเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูร้อน ซึ่งอาจหนาไปหรือเป็นเพราะใยผ้าสังเคราะห์ที่ขัดขวางการระบายอากาศ รวมไปถึงการแพ้ชนิดของใยผ้า

อีกทั้งยังมีเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูหนาว เช่นเสื้อผ้าที่ดูผิวเผินภายนอกเหมือนเสื้อผ้าที่หนา อบอุ่น แต่กลับซึมซับความเย็นหรือปล่อยผ่านความเย็น จนเกิดปัญหาทางสุขภาพ

นอกจากนี้ยังมีกรณีของเสื้อผ้าที่ช่วยในเรื่องของการปรับสภาพทางอากาศ แต่กลับมีปัญหาในเรื่องทำความสะอาดยากหรือมีขนละอองที่ก่อภูมิแพ้ได้  หรือสะสมสารเคมี ตกค้างได้ง่าย

หากลักษณะอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหรือชัดเจน ก็ยังเป็นเรื่องพอที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนได้ทันในกรณีของพ่อแม่ที่มีความสนใจสังเกตมากพอ

แต่หากลักษณะอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนรุนแรง ให้ปรากฏพบเห็นตรวจสอบได้โดยง่าย และมีการค่อยๆสะสมผลเสีย บั่นทอนแทรกซึม นี่ก็จะกลายเป็นภัยเงียบให้แก่เด็กอย่างน่าเป็นห่วง

การมีปัญหาทางสุขภาพหรือการสวมใส่ไม่สบายตัว นอกจากจะบั่นทอนทางร่างกายแล้ว ยังรบกวนภาวะอารมณ์ของเด็กๆ สะสมความรำคาญ ความเครียด ซึ่งต่อผลกระทบด้านลบไปยัง สมาธิและจินตนาการสร้างสรรค์ ทั้งยังส่งผลกับอุปนิสัยได้อีกด้วย

ดังนั้นแล้วการเลือกสรรเสื้อผ้าให้กับเด็ก ผู้ปกครองควรพิจารณามีหลักการเลือกและ แยกประเภทออกให้เหมาะสม



อย่างเช่น เสื้อผ้าที่มีความสวยงามหรือเป็นที่ถูกใจสำหรับเด็กๆหรือผู้ปกครอง หากมีลักษณะกับการสวมใส่ที่ไม่รองรับสภาพอากาศ รองรับสุขอนามัย รองรับการสวมใส่เป็นเวลานาน ก็ควรแบ่งให้เป็นชุดสำหรับไว้ใส่ในบางโอกาสที่เหมาะสมและระยะเวลาที่เหมาะสม อาจจะให้ลูกๆได้ใส่บ้างเพื่อกระตุ้นความสนุกสนานมีชีวิตชีวา

เสื้อผ้าใดที่เหมาะกับการรองรับสภาพอากาศแต่ละแบบแต่ละระดับของอุณภูมิ ก็ควรคัดเลือกให้สอดคล้องและสังเกตอย่างถี่ถ้วนอย่ามองเพียงผิวเผินภายนอก

เสื้อผ้าใดที่เหมาะสมกับการสวมใส่ในระยะเวลานาน มีการคลุกคลีมาก มีการสัมผัสใกล้ชิดใบหน้าและระบบทางเดินหายใจมาก ก็ควรเน้นในเรื่องของสุขอนามัยเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ยังควรพิจารณา ในเรื่องของกระบวนการซักทำความสะอาด การเลือกใช้สารเคมี ที่เหมาะสม

เพียงเท่านี้คุณจะได้รับความคุ้มค่าที่ได้รับกลับมาจากการใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ ซึ่งส่งผลดีอย่างเป็นประโยชน์ให้กับชีวิตน้อยๆที่คุณรักได้อย่างมากมาย อย่างที่ใครหลายคนอาจนึกไม่ถึงและละเลยไปกับช่วงเวลาสำคัญทางพัฒนาการอย่างน่าเสียดายเลยทีเดียว