การเขียนบทความเชิงสุขภาพนั้น ข้อที่ง่ายดายของมันก็คือในโลกของอินเทอร์เนทนั้นมีข้อมูลในด้านนี้อยู่เพียบให้คุณไปนำมาเขียน
แต่ทว่า บทความเหล่านั้นก็จะเป็นบทความสุขภาพที่หาอ่านได้ทั่วๆไป อาจไม่สร้างแรงดึงดูดให้คนติดตามตอนต่อไปเท่าใดนัก
แต่หากว่าคุณตั้งใจเรียนรู้เข้าใจโลกในวงการสุขภาพ ด้วยตนเองบ้างให้เวลากับมันอย่างจริงจังสักระยะ
คุณจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราว ที่มันต้องอธิบายเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่องได้
และเกิดความแปลกใหม่อีกด้วย
นอกจากนี้ความลับก็คือคุณเคยสงสัยไหมว่า นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ หรือแม้แต่
เทรนเนอร์ฟิสเนทจะมีประโยชน์อะไร
เพราะเราเองก็สามารถจะไปหาอ่านเอาข้อมูลต่างๆได้ แต่ความลับก็คือ เรื่องของสุขภาพและสูตรต่างๆที่มีกันทั่วอินเทอร์เนทนั้น มันต้องขึ้นอยู่กับบุคคลที่เหมาะสมด้วย
เพราะในหลักสุขภาพแล้ว คนเรานั้นมีรูปแบบชีวิตไม่เหมือนกัน มีกรุ๊ปเลือดมีเพศ มีรุปร่าง มีมวลกระดูก มีวิถีชีวิตเวลาตื่นเวลานอน เวลาถ่าย เวลากิน ไม่เหมือนกัน มีความฟิตแตกต่างกัน มีความแข็งแรงไม่เท่ากัน มีเวลาและภาระหน้าที่ไม่ตรงกันและไม่เหมือนกัน มีโรคประจำตัวไม่เหมือนกัน มีอาการแพ้ไม่เหมือนกัน
ดังนั้นสรุปง่ายๆเลยว่า จนแล้วจนรอด สูตรและวิธีในอินเทอร์เนทที่มีมากมายหลายตำรา บางทีก็ขัดกันเองนั้น
ต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการมาวิเคราะห์รูปแบบของบุคคลๆนั้นที่จะนำไปใช้ด้วย รวมทั้งต้องประยุกต์ตำราให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ด้วย
ทำให้โลกนี้ต้องมีอาชีพ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ หรือแม้แต่
เทรนเนอร์ฟิสเนท ขึ้นมา
และก็มีกลุ่มของผู้คนที่เข้าใจข้อนี้และมักจะสนใจติดตามอ่าน บทความของคนที่ตอบโจทย์ของเขาได้
ดังนั้นการเขียนบทความออกกำลัง แบบบทความคุณภาพจริงๆนั่นก็คือ
1.คุณควรมีความรู้จริงๆอยู่ บ้างพอสมควร
2.หากคุณอาศัย การคอยหาข้อมูลต้นฉบับจากแหล่งใดคุณต้องคอยตามติดแหล่งนั้น เพราะมันจะเกิดความต่อเนื่องกัน แต่หากคุณไปเน้นกระจายหยิบบทของคนนั้นมาคนนี้มา มันก็กลายเป็นคอลัมภ์ทั่วๆไป ที่ไม่มีความสัมพัณธ์กันเป็นสูตรเดียวกัน
ซึ่งผมได้นำบทความตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งเป็นบทความที่ผมได้เขียนขึ้นไว้ในเวปของผมเองโดยอาศัยความรู้จากประสบการณ์ความรู้ของตัวเองล้วนๆ และขอสงวนสิทธิ์ให้ดูเป็นตัวอย่างสักบทหนึ่งดังนี้
ตัวอย่าง
รูปแบบการออกกำลังกาย4ระดับ
หลักใหญ่ๆของชนิดการออกกำลังกายเพื่อการ จัดการกับรูปร่างนั้น
จะมีด้วยกันอยู่4แบบ
1.แบบเน้นการเผาผลาญแครอลี่ตลอดทั้งวัน
การให้ร่างกายได้รับการเผาผลาญแคลอรี่ในลักษณะนี้จะมีลักษณะการ บรูณาการทั้งร่างกาย
ซึ่งก็คือการเน้นใช้พลังงานในร่างกายโดยไม่คำนึงถึงรูปแบบ
ไม่เน้นประสิทธิภาพของชนิด
แต่เน้นที่จะให้ร่างกายได้ทำหลายสิ่งหลายอย่าง ประกอบกิจกรรมอยู่เสมอไม่อยู่เฉยเกียจคร้าน
สำหรับในแบบนี้ ยึดถือได้จากการเคลื่อนไหวทุกสิ่งทุกอย่างและการใช้แรงทุกรูปแบบ
ไม่ว่าจะขยับตัวหรือจะยืนแบกน้ำหนักตัวเองไว้เฉยๆ
ไม่ว่าจะทำงานหรือทำกิจกรรมใดๆ
หรือจะทำงานบ้านล้างรถล้างจานอะไรก็ตามแต่
สิ่งเหล่านี้ใช้ได้หมด
ที่จริงแล้วระบบนี้มีข้อดีมาก
ก็คือใช้การผสมผสานและทำเรื่องต่างๆตามใจชอบ
ไม่ต้องซีเรียสมากมายอะไรกับรูปแบบการใช้พลังงาน
และในขั้นที่สูงขึ้นของ การออกกำลังในแบบนี้มักจะอยู่ในระดับของแบบที่นักกีฬาทั่วๆไปมักใช้กันในรูปของการ วอมร์อัพหรือการเอ๊กเซอร์ไซด์ เพียงแต่เรานำมันมาทำติดๆ กันในระยะที่ใช้เวลามากในแทบจะตลอดทั้งวัน
แต่
ทำไมผู้คนที่ทำในสิ่งพวกนี้ หลายคนกลับไม่ใช่คนตัวผอม
ยกตัวอย่างเช่น บางคนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ บางคนเป็นถึงกรรมกรแบกหามทั้งวัน
แต่ทำไมหลายคนยังตัวอ้วนลงพุง
คำตอบก็คือ
เพราะมันมีปัจจัยเกี่ยวข้องอื่นๆอีกนั่นเอง
เช่นไม่สัมพัณธ์กับการกินและการนอน
การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลแน่นอนกับระบบพลังงานของร่างกาย
อีกทั้งยังมีเรื่องของระบบการย่อยและระบบการเผาผลาญ
ส่วนในเรื่องการกินนั้น
บางคนทำกิจกรรมทำงานทั้งวันแต่พอตกเย็นก็กลับ ซดเบียร์
นอนดูทีวี
หรือแม้กระทั่งกรรมกรใช้แรงงาน เลิกงานด้วยความล้า
ก็เปิบข้าวมื้อใหญ่ทดแทนเป็นหม้อ
แถมกินเสร็จก็อาบน้ำเข้านอนทันทีอีกต่างหาก
หรือบางคนทำกิจกรรมมาเยอะจริงแต่ก็เที่ยวน่าดูหรือกินเพิ่มขึ้นมากเป็นเงาตามตัว
หรือแม้กระทั่งหลายๆคนที่เข้าฟิสเนททุกวัน
วิ่งเครื่องวิ่งทุกวันชนิดที่เสื้อเปียกโชก
แต่ก็ยังลงพุงก้นย้อยกันทั้งปี
นั่นก็เพราะจัดอาหารไม่ถูกต้อง
จัดเวลาการรับประทานไม่ถูก
จัดชนิดของอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อไม่ถูก
และมีความรู้เกี่ยวกับอาหารไม่ถูก
จัดรูปแบบการออกกำลังไม่ถูก
หรือไม่ก็มีการกินการฝึกในลักษณะผิดๆ
หักโหมและเจอสภาพโยวโย่วเอ๊ฟเฟควนเวียนไปมา
บางคนอด5วันแล้ววันต่อมากินเป็นช้างแล้วก็อดใหม่อีกทีสลับกับตบะแตกแบบนั้นทั้งปี
สิ่งเหล่านี้นั้นก็ล้วนเป็นสาเหตุนึงในอีกหลายๆสาเหตุ
ทั้งที่จริงแล้วสำหรับคนที่
มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวเผาผลาญพลังงานทั้งวันมากอยู่แล้วนั้น
หากเราปรับการกิน
การนอนให้อยู่ในวินัย ก็จะช่วยได้อย่างเห็นผลอัศจรรย์
โดยเฉพาะหากทำอย่างถูกต้องมีแบบแผน
มีโปรแกรมที่เหมาะสม
มันจะไม่ทรมานเลยด้วยซ้ำ
และชีวิตจะยังมีความสุขสบายๆแบบค่อยเป็นค่อยไปได้อย่างเห็นผลแม่นยำกว่า
หรือพูดง่ายๆเลยว่า สำหรับท่านที่อยากผอมแบบง่ายๆ
ไม่ต้องไปเข้าฟิสเนทไม่ต้องไปออกกำลังอะไรที่เข้มขึ้น
ขอเพียงท่านปรับการกินและการนอน การออกกำลังให้เหมาะสม
มันจะส่งผลให้ดีขึ้นได้แน่นอน
แต่เหมาะสมอย่างไรนั้น
คุณต้องเรียนรู้ครับ
และขอเน้นว่าเรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองอีกด้วย
ไม่มีเวปที่ไหนไม่มีหนังสือตำราเล่มใด
ที่จะออกแบบโปรแกรมแบบเฉพาะสำหรับคนใดคนหนึ่งได้
ดังนั้นขอให้
พยายามทำความเข้าใจปรับใช้กับตัวเองให้เหมาะสม
อย่าไปตั้งหน้าตั้งตาทำตาม
กับสิ่งที่เหมารวมเหล่านั้นอย่างไม่คัดกรองหรือถ้าไม่เข้าใจสิ่งใด
2การทำแอโรบิค
การทำแอโรบิคนั้น
ไม่ใช่หมายถึงการเต้นแอโรบิค
แต่มันหมายถึงการออกกำลังเคลื่อนไหวติดต่อกันในท่วงท่าต่างๆ
อย่างมีเป้าหมายและมีการกำหนดเวลา
รวมทั้งมีอัตราการเคลื่อนไหวอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับที่จัดว่า อยู่ในเกณท์ของการแอโรบิค
เช่นการเต้นแอโรบิก การวิ่งจ๊องกิ้งความเร็วน้อย
การปั่นจักยานทางไกลหรืออะไรก็ตามที่เป็นลักษณะการออกกำลังที่ไม่เหนื่อยหัวใจเต้นเร็วมากเกินไปนัก
แต่อาศัยการทำติดต่อกันเป็นเวลามากๆ
ที่คุณสามารถเลือกใช้ได้
หรือแม้แต่การขยับตัวในท่าทางต่างๆติดต่อกัน
สิ่งเหล่านั้นถือเป็นการแอโรบิค
แทบทั้งนั้น
การทำแอโรบิคนี้ มักจะอาศัย
ความนานของการออกกำลังเป็นจุดเด่น
ดังนั้นสิ่งที่กระทำนั้นควรเป็นสิ่งที่ทำติดต่อกันได้
ในระยะเวลานาน
และทำเสร็จแล้วร่างกายมีโอกาสที่จะ เกิดอาการโอเวอร์เทรน
อาการช๊อค อาการหักโหม
อาการบาดเจ็บน้อยมาก
มันจึงจัดว่าเป็นการออกกำลังที่ทำได้แทบทุกวัย
และยังมีข้อดีที่เนื่องจากความสะดวกในการทำ
มันจึงทำให้คุณทำมันได้แทบทุกเวลาและทุกสถานที่
มันคือสิ่งที่ช่วยกำจัดพลังงานส่วนเกินที่ได้รับมาจากอาหารในแต่ละวันได้ดีที่สุด
และทำให้สุขภาพภายในแข็งแรงได้อย่างเด่นชัดอย่างมาก
แบบที่สองนี้จะส่งผลให้คุณได้รับสุขภาพภายในที่ดีขึ้น
แข็งแรงขึ้น
สุขภาพผิวที่ดีขึ้น
และเห็นผลในการจัดการกับรูปร่างได้เร็วขึ้น
3การเบรินไขมัน และการทำคาร์ดิโอ
สำหรับข้อนี้นั้น
มันต่างจากข้อที่ผ่านมาอย่างไร ความต่างของมันก็คือ
แบบแรกนั้นจะเป็นการปรับสภาพร่างกาย
และไขมันจะลดทีละน้อยแม้จะค่อนข้างใช้เวลาระยะยาวแต่ก็ส่งผลรวมในทางดีและไม่หักโหม
แต่สำหรับในข้อสามนี้
มันว่ากันถึงเรื่องการออกกำลังที่กระตุ้นกับการเผาผลาญไขมันสะสมเดิมโดยตรง
และเร่งผลให้รวดเร็วกว่าแบบที่ผ่านมา
เพราะแบบที่ผ่านมานั้นใช้หลักของการเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่กินในวันนั้นๆ
ไม่ให้เหลือสะสม
และทำให้ร่างกาย จัดสภาพร่างกายใหม่
แต่สำหรับการเบรินนั้น
มันจะส่งผลได้กับการเผาผลาญไขมันที่มีอยู่เดิมในวันนั้นๆ
รวมทั้งเร่งอัตราการย่อยอาหาร
เผาผลาญพลังงานอาหารในประจำวันได้ในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย
อีกทั้งยังลดไขมันเฉพาะส่วนได้อย่างเห็นผล
เพราะแบบสองข้อแรกที่ผ่านมานั้นหากบางท่าน
เลือกที่จะทำในแบบน้อยๆ อาศัยการทำงานบ้านการเดินตลาดบ้าง
การทำกิจกรรมทั่วไป
ควบคู่ไปกับวินัยการกินที่ดี ซึ่งนั่นมันทำให้คุณผอมลงได้
แต่มันอาจหลงเหลือไขมันสะสมในบางส่วนที่กำจัดไม่ออกได้สักที และ
อาจยังเป็นคนผอมที่แลดูเป็นคนผอมทั่วไป
ไม่ใช่หุ่นแบบนักออกกำลังกาย
เนื่องจากร่างกายไม่ได้ผ่านการฝึกให้รับสภาวะที่เข้มข้นขึ้น
แต่สำหรับการเบรินไขมัน มักจะอาศัยสูตรหลากหลาย
ว่ากันในเรื่องหลักของคาร์ดิโอที่เข้มข้นขึ้น
ว่ากันในเรื่องของการออกกำลังที่ต้องมีระดับการเต้นของหัวใจในอัตตราที่กำหนด
ต้องมีระดับความเหนื่อยที่เหมาะสมและต้องทำติดต่อกันจนถึงระยะเวลาที่กำหนด
บางสูตร
มีการระบุช่วงเวลาจังหวะการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่ออกกำลัง
เช่น
วิ่งความเร็วเท่านี้ในช่วงเวลานึงจากนั้นเมื่อถึงระยะทางนึงใช้อีกความเร็วหรือใช้อีกแรงต้าน
หรือช้าสลับเร็ว
แต่การใช้สูตรที่ซับซ้อนแบบนี้
ควรใช้โดยความรอบคอบ
โดยพิจารณาจากคุณสมบัติเฉพาะของร่างกายแต่ละคนที่แตกต่างกัน เพราะมันอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อร่างกายได้
หากทำไปอย่างส่งเดช ติดต่อกัน เช่นการบาดเจ็บ หรือการกระทบต่อสุขภาพเช่นเรื่องความดัน หัวใจ หลอดเลือดสมอง และโรคประจำตัวทั้งที่เป็นอยู่แล้วหรือที่แอบแฝงในร่างกายให้กำเริบขึ้นมา
แต่การเบรินก็ยังมีในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน
เช่นการวิ่งในระยะทางที่กำหนดและมีอัตตราความเร็วค่อนข้างเสมอกันไป
สำหรับการออกกำลังในรูปแบบให้เกิดสภาวะการเบรินได้นั้น
มีหลายรูปแบบที่ช่วยได้
ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือปั่นจักรยานสลับความเร็ว การว่ายน้ำสลับความเร็ว หรือ
การชกลม การกระโดดเชือก หรือการทำแอร์โรบิคที่หนักหน่วงขึ้น
สำหรับข้อนี้
จะค่อนข้างทำในระยะเวลาที่น้อยกว่าข้อที่1และ2
เนื่องจากมันค่อนข้างที่จะเหนื่อยล้าสูง
รวมทั้งอาจส่งผลเสียกับสุขภาพหรือแม้กระทั่งบาดเจ็บได้
หากกระทำในลักษณะหักโหม
ดังนั้นสำหรับนักออกกำลังมืออาชีพ
ก็มักจะทำทั้งแบบข้อ1เข้าเสริมและแบบข้อ2ข้อ3รวมกัน
ใช้คุณสมบัติที่ดีของแต่ละแบบเข้ามาเกื้อหนุนกัน
จัดตารางเอาไว้เป็นชุดอย่างเหมาะสม
4 เวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกับแรงต้าน
สำหรับในข้อ4นี้
การเวทเทรนนิ่งให้ผลที่แตกต่างกับข้ออื่นๆที่ผ่านมายังไง
ขอชี้แจงว่า ในแบบอื่นๆที่ผ่านมานั้น
มันช่วยด้านเผาผลาญพลังงานประจำวัน ทำให้ร่างกายผอมลง
ในแบบที่สาม มันช่วยกำจัดไขมันเฉพาะส่วน
และช่วยเพิ่มอัตตราการเผาผลาญอาหารให้ผอมเร็วขึ้น
รวมทั้งช่วยทำให้ร่างกายดูเฟริมส์ขึ้นกระฉับกระเฉงขึ้น
แต่ในแบบที่สี่นี้
สิ่งนี้มันจะช่วยให้รูปร่างของคุณ
เกิดคำว่าสัดส่วน
ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะต้องการสัดส่วนที่จุดไหน คุณจำเป็นต้องพึ่งการฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างแน่นอน
สิ่งนี้มันจะทำให้คุณเดินไปที่ใด
จะดูไม่เหมือนคนทั่วๆไป
รูปร่างของคุณจะดูดีในลักษณะที่
เตะตาผู้คน
หรือแม้แต่คุณยังได้ความแข็งแรงของสัดส่วน
สามารถมีพลังในกิจกรรมประจำวันที่ต้องใช้แรงต้านหรือรับแรงต้านได้อย่างดี
สำหรับข้อที่สี่
คือเวทเทรนนิ่งนี้นั้น
มันจะทำให้ร่างกายคุณดูเป็นนักกีฬา
หรือแม้แต่เป้าหมายที่มุ่งสู่หุ่นนายแบบนางแบบ
หรือแม้จะไม่หวังเอาขนาดนั้น
แต่มันจะทำให้ร่างกายของคุณ มีสัดส่วนแน่นอน
ทำให้ร่างกายมีส่วนโค้งเว้าส่วนนูน
ได้อย่างชัดเจน
ตามลักษณะเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่นบางคนต้องการอกผายไหล่ผึ่ง
เดินองอาจขึ้น
บางคนต้องการ มีเอวเว้าสะโพกสวยขาสวย แขนไม่ย้อย
บางคนต้องการ
หุ่นเพรียว มีทรง
บางคนต้องการมีซิคแพ็ค หรือสะโพก
ต้นขาดูดี
หรือบางคนต้องการมากกว่านั้นเช่นเป็นนักกล้าม
นักเพาะกาย
อันนี้ก็แล้วแต่โปรแกรมที่วางไว้
ของแต่ละคน
ซึ่งการเวทเทรนนิ่งนี้
มีรูปแบบการฝึกที่แตกต่างกันออกไปอีกตามจุดประสงค์ของแต่ละคน
การฝึกเวทเทรนนิ่งก็คือการฝึกออกกำลังกับแรงต้าน
ไม่ว่าจะเป็นแรงดึงแรงยกแรงงัดแรงถีบ
โดยมีเรื่องของการใช้น้ำหนักเข้ามาให้ร่างกายได้ออกแรงต้าน
มีเป้าหมายทำปฏิกริยากับกล้ามเนื้อในหลายระดับความเข้มของผู้ฝึก
เช่นผู้ฝึกที่ตังเป้าที่
ความกระชับก็มักที่จะใช้น้ำหนักที่รักษาความคงรูปและอาศัยความล้า
เข้าฝึกฝนให้ร่างกายพัฒนาความกระชับ
หรือผู้ฝึกที่ตั้งเป้าหมายให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น
หรือเป็นทรงขึ้น
กลุ่มนี้จะมีการทำให้มีเส้นใยของกล้ามเนื้อชนิดที่ซ่อมแซมตัวเองได้
เกิดการถูกทำลายบางๆ
และทำการซ่อมตัวเองให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
หากกินในระดับปรกติ
ก็จะเกิดการจัดทรวดทรงของกล้ามเนื้อ
ในขนาดที่ใกล้เคียงกับขนาดเดิม
หรืออาจเล็กกว่าขนาดเดิมหาก
ลดอาหาร แต่ก็จะเป็นทรงเป็นรูปร่างที่ดีขึ้น
แต่หากกินอาหารในลักษณะที่บำรุงตัวเอง
ตามเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม
ก็จะทำให้กล้ามเนื้อขยายขนาดขึ้นได้
อย่างเช่นกลุ่มนักเพาะกาย
โดยนักเพาะกายจะอาศัยการฝึกกับน้ำหนักที่ หนักกว่า
มากกว่า
และมีเทคนิคการฝึกเฉพาะตัวกว่า เสริมเข้าไปอีกด้วย
แต่โดยรวมๆแล้วท่าในการเล่นและอุปกรณ์ในการเล่น
ส่วนใหญ่แล้วสามารถใช้ร่วมกันได้กับผู้ฝึกทุกจุดประสงค์ทุกเป้าหมาย
สำหรับการฝึกเวทเทรนนิ่ง
จะแบ่งเป็นหลายท่า
หลายอุปกรณ์และหลายเป้าหมายที่จะจัดการกับส่วนแต่ละส่วนของร่างกาย
คุณลักษณะเฉพาะของการออกกำลังในรูปแบบนี้ก็คือ
มันจะทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น
แข็งแรงขึ้น
ช่วงห่างของไขมันกับกล้ามเนื้อภายในลดลง
การละลายเผาผลาญแคลอรี่ในขณะที่กำลังออกกำลัง
จะน้อยกว่า การทำคาดิโอ แอโรบิค
แต่
การออกแรงในชั่ววินาทีขณะที่ออกกำลังจะหนักกว่า
ใช้กำลังมากกว่า
และเมื่อออกกำลังเสร็จไปแล้ว
ร่างกายจะทำการซ่อมแซมตัวเอง
ทำให้ร่างกายที่กำลังพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอื่นๆหลังการเวทเทรนนิ่งนั้นยังเกิดการเผาผลาญสารอาหารแคลอรี่ อยู่ตลอดเวลาแม้แต่ในเวลานอนของวันที่ร่างกายทำการซ่อมแซมตัวเอง และในช่วงวันใหม่ที่ร่างกายทำการฟื้นฟู
ซึ่งต่างจากการออกกำลังแบบแอโรบิค
ที่เมื่อหยุดออกกำลัง
ก็หยุดลงที่ตรงนั้น
และเกิดการซ่อมแซมร่างกายน้อยกว่าการฝึกเวทเทรนนิ่ง
ที่ยังคงทำการเผาผลาญต่ออยู่ตลอดเวลา
ซึ่งเปรียบเหมือนม้าที่วิ่งช้าๆแต่วิ่งยาวนานกว่า
และเมื่อร่างกายซ่อมแซมตัวเองแล้ว
มันจะจัดโครงสร้างคุณใหม่ไปทีละน้อยๆให้มีสัดส่วนขึ้นกระชับขึ้น
มีทรวดทรงตามรูปแบบของชนิดการฝึก
แต่อย่างไรก็ดี เวทเทรนนิ่งให้ผลในการเบริน์ไขมัน
ได้ช้ากว่าการทำคาร์ดิโอ
และให้ผลเรื่องสุขภาพภายในระบบของหัวใจและการหายใจ
และการฝึกแรงอึด
แรงทนต่อความล้า
ได้น้อยกว่าการทำแอโรบิค
แม้ว่าไม่ได้มีข้อเด่นที่การจัดการไขมัน
ได้เร็วมากนัก
แต่ก็ให้ผลต่อการจัดทรงของร่างกายอย่างเห็นผลมาก
โดยทั่วไปแล้วจะนิยม
ฝึกเวทเทรนนิ่งแล้วต่อด้วยการทำคาร์ดิโอ หรือแอร์โรบิค
เมื่อผสานกันจะ
เกื้อหนุนกันอย่างมาก
เพราะการทำคาร์ดิโอจะ ช่วยจัดการไขมันสะสม
ส่วนแอรโรบิคจะจัดการกับพลังงานที่กินมาประจำวัน
โดยที่มีเวทเทรนนิ่ง
สร้างกล้ามเนื้อภายใน
ให้ช่วงห่างของชั้นผิวหนังที่มีไขมันนั้นแคบตัวลง
และเมื่อฝึกไปนานๆ
เมื่อไขมันถูกสลายไปมากแล้ว
กล้ามเนื้อภายในก็จะเผยออกมาอย่างสวยงาม
อย่างเช่นซิคแพ็คเป็นต้น
กล้ามเนื้อในที่นี้มิได้ระบุถึงกล้ามเนื้อของนักกล้ามหรือนักเพาะกายแต่เพียงอย่างเดียว
ยังกล่าวรวมไปถึง
สัดส่วนที่กระชับสวยงามของเหล่านักกีฬา ดารา
นายแบบนางแบบอีกด้วย
ที่ล้วนต้องอาศัยการฝึกเวทเทรนนิ่งเข้าช่วยแทบทั้งนั้น
หรือบางคนอาจบอกว่าตัวเองไม่เคยเล่นเวทเลยแต่ก็มีกล้ามเนื้อในบางส่วนได้
นั่นก็เพราะในลักษณะของกีฬาที่เขาเล่นนั้น
มันมีบางจังหวะบางท่า
ที่จัดได้ว่าเข้าหลักของเวทเทรนนิ่ง
อย่างเช่นนักบาสที่ออกแรงดันน้ำหนักตัว
ออกแรงถีบกระโดดขึ้นจากพื้น นั่นเอง
สำหรับแบบการฝึกทั้ง4ลักษณะนี้
สิ่งที่ต้องระลึกเป็นใจความสำคัญก็คือ
การเตรียมพร้อมปูทางของร่างกาย
และระบบการกิน การพักผ่อน
ไปจนถึงกิจกรรมประจำวันที่เกี่ยวเนื่อง
และ
อุปกรณ์ที่ถูกต้อง รองเท้าที่เหมาะสม เสื้อผ้า
และสิ่งซัพพอทต่างๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ
รวมทั้งท่าร่างที่ถูกต้อง
จำนวนเซทที่ถูกต้อง การใช้แรงที่ถูกต้อง
การทำจังหวะที่ถูกต้อง
และระยะเวลาการฝึกที่เหมาะสม
ไปจนถึง
ตารางการฝึกแบบแผนโปรแกรมการจัดลำดับที่ถูกต้อง
เพื่อผลที่มีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงสภาวะอันตรายทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ การหักโหมโอเวอร์เทรน
หรือแม้แต่สุขภาพภายในที่ผิดพลาดเช่นระบบหัวใจระบบการหายใจ
และคุณภาพของเลือดที่ไม่เป็นพิษ
สิ่งเหล่านี้ขอให้นำมาพิจราณาด้วย
เราจะเลือกใช้แบบใดหรือจะผสมผสาน
ประยุกต์อย่างไร
นั่นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน
ที่จะนำสิ่งต่างๆมาประกอบกันขึ้นเป็นโปรแกรม
เฉพาะตัว
ขอให้ทำความเข้าใจกับมันให้ดี
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านทุกคน
รวบรวมสาระเกี่ยวกับการเขียนบทความ ติดต่อหรือขอคำปรึกษาได้ที่ cannonthai@gmail.com รับเขียนบทความราคามิตรภาพปรับการทำงานยืดหยุ่นได้ตามงบประมาณของผู้ว่าจ้าง หรือสามารถหาซื้อบทความสำเร็จรูป จากหลากหลายนักเขียนได้ที่ articlefast.setmem.com
วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ตัวอย่างการเขียนบทความเชิงเทคโนโลยีไอที
การเขียนบทความที่เกี่ยวกับวงการไอทีนั้น
สิ่งสำคัญนั่นก็คือความรู้ในวงการนั้นที่ควรมีอยู่ในระดับพอสมควร
มีความเข้าใจเนื้อหาทั้งในด้านเทคนิคของสินค้า เข้าใจในเรื่องของนวัตกรรม และโครงสร้าง
เข้าใจเรื่องราวของโลกในการตลาดทุน และชั้นเชิงการแข่งขันทางธุรกิจ
และมีการติดตามข่าวสารเป็นระยะ ที่พอสมควร และสุดท้ายที่สำคัญมากคือต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของศัพท์เฉพาะในวงการ อย่างพอสมควร เพราะการเขียน บทความในวงการนี้นั้น
มักจะต้องเป็นข้อมูลที่ใช้ศัพท์เฉพาะกันเยอะ
หากเรามีพื้นฐานดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้นั่นจะทำให้เรา มีความเข้าใจและต่อยอดวิเคราะได้เองเพิ่มเข้าไปในบทความทำให้เนื้อหามีความเข้มข้นขึ้น
ซึ่งผมได้นำบทความตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งเป็นบทความที่ผมได้จัดส่งให้นายจ้างท่านหนึ่งของผมนำไปใช้งานแล้ว และขอสงวนสิทธิ์ให้ดูเป็นตัวอย่างสักบทหนึ่งดังนี้
ตัวอย่าง
สิ่งสำคัญนั่นก็คือความรู้ในวงการนั้นที่ควรมีอยู่ในระดับพอสมควร
มีความเข้าใจเนื้อหาทั้งในด้านเทคนิคของสินค้า เข้าใจในเรื่องของนวัตกรรม และโครงสร้าง
เข้าใจเรื่องราวของโลกในการตลาดทุน และชั้นเชิงการแข่งขันทางธุรกิจ
และมีการติดตามข่าวสารเป็นระยะ ที่พอสมควร และสุดท้ายที่สำคัญมากคือต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของศัพท์เฉพาะในวงการ อย่างพอสมควร เพราะการเขียน บทความในวงการนี้นั้น
มักจะต้องเป็นข้อมูลที่ใช้ศัพท์เฉพาะกันเยอะ
หากเรามีพื้นฐานดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้นั่นจะทำให้เรา มีความเข้าใจและต่อยอดวิเคราะได้เองเพิ่มเข้าไปในบทความทำให้เนื้อหามีความเข้มข้นขึ้น
ซึ่งผมได้นำบทความตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งเป็นบทความที่ผมได้จัดส่งให้นายจ้างท่านหนึ่งของผมนำไปใช้งานแล้ว และขอสงวนสิทธิ์ให้ดูเป็นตัวอย่างสักบทหนึ่งดังนี้
ตัวอย่าง
มือถือสมาร์ทโฟนแบบไหนที่เหมาะกับงานสายธุรกิจ
หากคุณกำลังมองหาโทรศัพท์มือถือสักเครื่องที่ต้องการ ความสามารถที่เหมาะกับการนำมาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเราขอเสนอวิธีพิจารณาพื้นฐานสำคัญ ในการเลือกมือถือสมาร์ทโฟนดังนี้
1.มือถือเครื่องนั้น ต้องรองรับการคีย์ข้อมูลได้อย่างคล่องตัวที่สุด
รองรับการจดบันทึกข้อมูลสำคัญได้อย่าง สะดวกที่สุด เปิดปิดฟังค์ชั่น ได้อย่างรวดเร็ว และทางที่ดีควรมีระบบชอทร์คัท ที่สามารถเรียกการใช้งาน สำหรับบันทึกข้อมูลเอกสารขึ้นมาได้ในทันที ด้วยการกดปุ่ม ที่มีขั้นตอนสั้นที่สุด (บางรุ่นกดเรียกได้ในการกดครั้งเดียว)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลักษณะการทำงาน ของบางคนที่ต้อง ควักจด เก็บควักจดเก็บแบบถี่ยิบวันละหลายๆรอบ
การเปิดใช้ได้เร็วสะดวกที่สุด จะทำให้คุณประทับใจมากในจุดนี้
2.การคีย์ข้อมูลต้องสะดวก มีปุ่มกดหรือมีคีย์บอดร์ระบบสัมผัส ที่ทำงานตอบสนองได้แม่นยำกดถนัดและผิดพลาดน้อยที่สุด
3การ copy,past,cut ต้องทำงานได้อย่างสะดวกที่สุด บางรุ่นการเอานิ้วแตะเพื่อจะไฮไลท์ข้อมูลที่ต้องการคัดลอกนั้น ทำได้ไม่เสถียร กดยุ่งยาก ผิดพลาดง่าย และกะระยะยาก
ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมากๆ ในเวลาที่คุณต้องการทำงานกับข้อมูลสำคัญที่พบในอินเทอร์เนท หรือส่งมาจากอีเมล
ถ้าคุณเจอกับมือถือที่ทำงานในด้านนี้แย่ คุณจะหงุดหงิดมากๆ แต่หากคุณได้สัมผัสกับเครื่องที่ทำงานในจุดนี้ได้อย่างแม่นยำสะดวกฉับไว คุณจะรู้สึกได้ถึงแรงขับเคลื่อนของงานที่มีประสิทธิภาพ
4.ต้องสามารถบันทึกเสียงสนทนาได้อย่าง มีประสิทธิภาพสูง เพื่อการบันทึกข้อมูลสำคัญของลูกค้า,คู่ค้า,หรือแม้แต่คำสั่งเจ้านายและออร์เดอร์ต่างๆที่ไม่ตกหล่น คุณสามารถทวนย้อนไปฟังได้อย่างละเอียด รวมถึงใช้ในการวางแผนงานได้ดี เมื่อคุณนำบทสนทนานั้นมากลั่นกรอง
ซึ่งในกรณีนี้ มือถือหลายๆรุ่นในท้องตลาด มักทำงานได้ไม่สมบรูณ์ บางรุ่นมีสัญญาณรบกวน บางรุ่นมีคุณภาพเสียงที่แย่ มีเสียงรบกวน บางรุ่นใช้งานยุ่งยาก ติดตั้งยุ่งยาก และทำงานของฟังค์ชั่นไม่สม่ำเสมอติดๆดับๆ
ซึ่งระบบการอัดเสียงที่ดี ต้องสามารถตัดเสียงรบกวน ได้ อย่างเช่นเสียงลมหายใจ และบางรุ่นมีลักษณะของการดูดเสียงที่แปลงเสียงให้ออกมานุ่มนวลฟังชัด สามารถเลือกรูปแบบการอัดเสียงได้สารพัดรูปแบบ
5.ต้องแบตอึด หรือเปลี่ยนแบตได้ ซึ่งแน่นอนว่าในวันที่งานเข้า และต้องติดต่อกันแบบถี่ยิบแทบทั้งวัน คุณจะตระหนักถึงเรื่องนี้มาก
6.ต้องไม่มีโอกาสเสี่ยงของอาการแฮ้งค์ อย่างเช่นดับไปเองต้องคอยเปิดขึ้นมาใหม่ หรือหน้าจอค้าง หรือรับสายแล้วค้าง รับสายแล้วรีเซ็ท เหล่านี้เป็นต้น เพราะการทำธุรกิจนั้นสำคัญที่ว่าคุณแทบต้องไม่พลาดเลย ในการติดต่อรับสาย
ซึ่งเรามักจะเห็นนักธุรกิจ ที่ทำงานอย่างจริงจังและมีงานเข้ามามาก มักจะมีโทรศัพท์แบบธรรมดาที่ไม่มีระบบปฏิบัติการใดๆและไม่มีการลงแอพพลิเคชั่น ใดๆได้ พกเอาไว้ใช้คู่กันกับสมาร์ทโฟน เพื่อการติดต่อแบบหนักๆและไม่พลาดสาย
7.ต้องมีระบบการตั้งค่าโปรไฟล์ ที่ค่อนข้างอัจฉริยะ เช่นการปิดเสียง หรือการเปิดสั่น ที่ตั้งค่าอัตโนมัติให้สามารถตั้งค่าได้เองตามที่กำหนดไว้ อย่างเหมาะกับชีวิตประจำวันได้ โดยที่เราไม่ต้องคอยไปตั้งเองบ่อยๆ
8. โปรแกรมพื้นฐานสำคัญในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ อย่างเช่น ทาคร์ทูดู,คาเรนเดอร์, ต้องทำงานได้ง่ายและเก่ง และเซ็ทค่าเชิงลึกได้ รวมถึงการ ส่งSMSตอบกลับอัตโนมัติ,รับส่งเมล,การอัพโหลดไฟล์
,การเสริจข้อมูลและการแสดงผลของบราวเซอร์ ต้องมีประสิทธิภาพ
9.มือถือที่สามารถใช้ปากกา จดหน้าจอได้ย่อมได้เปรียบมากในการจดโน๊ตต่างๆและการทำงานเอกสารขั้นเหนือกว่า
10.และที่สำคัญอย่างที่สุดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ธุรกิจของคุณได้อย่างคล่องตัว นั่นก็คือการโอนถ่ายไฟล์ไปใช้งานต่อในคอมได้อย่างสะดวกที่สุด โดยเฉพาะไฟล์เอกสาร ควรจะสามารถอ่านได้รู้เรื่องในทันทีเมื่อเปิดอ่านในคอมพิวเตอร์
11 แน่นอนว่างานสายธุรกิจย่อมก่อเกิดไฟล์สำคัญมากมายไม่ว่าไฟล์ข้อมูลเอกสารไฟล์ภาพไฟล์เสียง และไฟล์เฉพาะสำหรับโปแกรมเฉพาะ ต่างๆ
ซึ่งไฟล์บันทึกข้อมูลทั้งหมดควรทำงานได้จาก แอพพลิเคชั่นระบบปิด ไม่มีการเชื่อมโยงกับเซฟเวอร์ใดๆทางอินเทอร์เนท ไม่มีโฆษณาของแอพพลิเคชั่นเข้ามาสอดแทรก ไม่ฝากฝังไว้กับระบบคลาวน์ และ ไม่สามารถเจาะทะลวงผ่านระบบอินเทอร์เน็ทเข้ามาได้
อีกทั้งระบบแบล็คอัพควรทำงานง่าย สามารถปรับแต่งไฟล์ได้ง่ายและนำไฟล์ที่แบล๊คอัพเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างคล่องตัวไม่ติดเงื่อนไขจุกจิก อย่างมากควรมีแค่การยืนยันรหัสในการใช้งาน ซึ่งปัญหาสำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่นหรือแอพพลิเคชั่นหรือระบบปฏิบัติการบางรุ่น มักติดเงื่อนไข จุกจิก เช่นต้องเปิดในเครื่องเดิมเท่านั้น หรือมีการผูกติดกับไอดีและ ข้อบ่งชี้ต่างๆที่ซับซ้อนเกินไปจนมักติดปัญหาเปิดไฟล์ไม่ได้
และนอกจากนี้ มือถือที่ดีควรที่จะโอนถ่ายข้อมูลไว้กับกาดร์พกพาได้
ซึ่งความปลอดภัยของไฟล์ ควรเน้นที่การเก็บรักษาจากภายนอก ของเราเองผ่านการด์ความจำต่างๆ
วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ตัวอย่างบทความสายบันเทิง
การเตรียมกลับมาอีกครั้งในบทบาทใหม่ของ โป๊บและเบลล่า
หลังจากสร้างปรากฏการณ์ฟีเวอร์ละครไทย
แนวย้อนยุคผสานกับอริยาบทที่ร่วมสมัย ซึ่งมีจุดเด่นของการวางบทตัวระครพระนาง ที่ทำออกมาได้อย่างสุดฟิน
ส่งผลให้ระครเรื่องบุพเพสันนิวาส
ของคู่พระนาง โป๊ป ธนวรรธน์ และ เบลล่า ราณี ทำให้แฟนๆจำนวนมากต่างต้องแทบพากันจิกหมอน
เมื่อได้เห็นลีลาการแสดง ที่สุดหวานปนหมั่นเขี้ยวของคู่นี้ในละคร
แต่น่าเสียดายที่หลังจากจบละคร
บุพเพสันนิวาส ไปแล้ว เราก็ได้เห็นเพียงงานอีเว้นท์ของทั้งคู่เท่านั้น
แต่ทั้งๆที่กระแสกำลังดี
กลับไม่มีความต่อเนื่องว่าทั้งคู่จะได้กลับมาเล่นละครร่วมกัน ให้แฟนๆ ได้กระชุ่มกระชวยอีก มีเพียงเสียงเรียกร้องต่างๆของเหล่าแฟนคลับที่ต้องการให้มีการรีเทิร์น อีกทั้งบรรดาผู้จัดต่างๆเองก็ยังน่าจะมองออก ถึงสถานการณ์ขุมทองที่กำลังเปิดให้มีช่องทางโกยได้อีกมาก
และในที่สุด เหมือนเสียงเรียกร้องของเหล่าแฟนๆ
จะเป็นผลขึ้นมาแล้ว เมื่อมีข่าวล่าสุดถึงแผนการนำทั้งคู่ กลับมาเล่นละครร่วมกันและพิสูจน์บทบาท
ในเส้นทางใหม่ที่ท้าทายในอีกด้าน ในละครที่มีชื่อเรื่อง ร้อยเล่ห์มารยา
ละครเรื่องดังกล่าว
ได้รับการจัดสร้างขึ้นโดย นก จริยา จากค่าย Maker J และ ได้นักเขียนผู้มากความสามารถ เบญจธารา
มาประพันธ์บท ร้อยเล่ห์มารยาขึ้นใหม่ เน้นปรับปรุงเนื้อหาให้มีจุดพีคที่เข้มข้นหรือสะกดกระแสให้ได้อีกขั้น
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ตัวอย่างงานเขียน วรรณกรรมบทสั้น
เรื่อง คุยกับผี
ค่ำคืนดึกสงัด ในบ้านร้างวังเวง มีชายหลงทางที่หลบพัก มีสีหน้าตื่นตกใจ
เขาสัมผัสได้ ถึงสิ่งที่รี้ลับ น่ายำเกรงที่อยู่ภายนอกบ้าน
ในอาการที่ตื่นตระหนก
ค่ำคืนดึกสงัด ในบ้านร้างวังเวง มีชายหลงทางที่หลบพัก มีสีหน้าตื่นตกใจ
เขาสัมผัสได้ ถึงสิ่งที่รี้ลับ น่ายำเกรงที่อยู่ภายนอกบ้าน
ในอาการที่ตื่นตระหนก
และในที่สุดตรงบริเวณประตูก็ค่อ ยๆปรากฏเงาร่าง
เป็นผีร้ายที่น่ากลัว
แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบา ทและโศกเศร้า
ตรงเข้ามาหาเขา
หาเขา
หาเขา
ชายคนนั้นยกมือบอกผีตนนั้นว่า หยุดก่อนท่าน
ท่านช่วยเราด้วยภายนอกบ้านนี้มี สิ่งเร้นลับยิ่งใหญ่น่าสะพรึงเห ลือเกิน
..................
.......
..
.
ภายนอกบ้านมีจักรวาลที่ยิ่งใหญ่ ไพศาล
สุดเวิ้งว้าง ไร้ที่สิ้นสุด ห้อมล้อมเราอยู่ ข้าสัมผัสถึงมันและมันก็น่ากลัว เหลือเกิน พวกเรามนุษย์คืออะไร?
ผีตนนั้นพลันหยุดนิ่ง เหลียวมองฟ้านอกหน้าต่าง แววตาเปลี่ยนเป็นรู้สึกสับสน
สะท้านต่อความรี้ลับสุดยิ่งใหญ่ ไพศาลนั้น
เป็นผีร้ายที่น่ากลัว
แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบา
ตรงเข้ามาหาเขา
หาเขา
หาเขา
ชายคนนั้นยกมือบอกผีตนนั้นว่า หยุดก่อนท่าน
ท่านช่วยเราด้วยภายนอกบ้านนี้มี
..................
.......
..
.
ภายนอกบ้านมีจักรวาลที่ยิ่งใหญ่
สุดเวิ้งว้าง ไร้ที่สิ้นสุด ห้อมล้อมเราอยู่ ข้าสัมผัสถึงมันและมันก็น่ากลัว
ผีตนนั้นพลันหยุดนิ่ง เหลียวมองฟ้านอกหน้าต่าง แววตาเปลี่ยนเป็นรู้สึกสับสน
สะท้านต่อความรี้ลับสุดยิ่งใหญ่
ตัวอย่าง การเขียนนิยาย
ยามเย็นนับตามเวลา แม้แสงตะวันมิเคยเปลี่ยนเมืองโซรอสที่แสนเหน็บหนาวให้อุ่นขึ้นได้ กำลังคืบคลานมาถึง
นักเดินทางซกมก ผู้มีนามว่าแวร์ทาย ได้มานั่งข้างต้นมะพร้าวอยู่หลายชั่วยาม
กำลังเพลิดเพลินกับเสียงเจี้ยวแจ้วสนทนาของผู้คนในตลาดที่ยังไม่สร่างจางไปจากความคึกคัก
พลางพึมพำว่า
"น่องไก่น่องนี้ช่างอร่อยนัก เมื่อดื่มคู่กับเหล้าข้าวโพดขวดนี้ก็รสชาติหวือหวาเข้ากันจริงๆ
เสียอย่างเดียวกินเยอะทีไร มันทำให้ข้ารู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน"
แวร์ทายพึมพำไปกินไป เหลือบตาไปมองเห็นขอทานน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ
"เฮ้สหายน้อย เราท่านนับว่าเป็นชนชั้นกลิ่นไอไม่ผิดกันนัก เอ้ามากินน่องไก่อร่อยๆด้วยกันเราให้ กินเต็มที่เลยยังมีอีกเยอะ"
พลางโยนน่องไก่ไปหนึ่งน่อง
"ไม่เป็นไรนายท่าน ขอบคุณเรามีขนมปังแล้ว" ว่าแล้วก็หยิบมากัดได้คำนึง ก็เร่งร้อนดั่งมีธุระสำคัญใดเร่งรีบไป
แวร์ทาย กลอกตาไปมาอย่างเหนื่อยหน่ายรำพันว่า "ผู้คนนี่แปลกแท้น่องไก่อร่อยๆใยไม่ซื้อหามากินกัน ขนมปังนั้นก็เพียงแค่ดับดับหิวแต่ไม่มองเห็นความฝันถึงเตียงนุ่ม ที่ข้าอยากกลับไปเลยซักนิด
บางทีหากสักวันข้าเหนื่อยหน่ายมีแต่ขนมปัง คงยอมกินตุ๊กแกย่างเสียยังดีกว่า
รึว่าเป็นเพราะพวกพ่อค้าประหลาดที่ชอบยืนตามมุมเมือง คอยกล่าววาจาซ้ำซากพวกนั้นไม่รู้จักคำแนะนำใหม่ๆผู้คนให้ซื้อหากัน"
ครู่ชั่วยามนึงก็ปรากฏกายของนักดนตรีหนุ่มท่าทางขี้โรคเดินแฝงมาในกลุ่มผู้คน แล้วจับจองพื้นที่ว่างเริ่มบรรเลงขลุ่ยในมือ
ใครเลยจะล่วงรู้ว่านักดนตรีท่าทางขี้โรคที่ดูอิดโรยนั้นแม้ไม่เป็นที่สนใจของสายตาผู้คน ท่ามกลางเมืองอันแสนหนาวเหน็บและเหือดแห้งจากรอยยิ้มของผู้คนในเมืองนี้
แต่แวร์ทายนับเป็นสหายหนึ่งเดียวที่คุ้นเคยแม้ไม่เคยกล่าวคำทักทาย
ผู้คนส่วนมากในเมืองต่างถูกประนามจากสายตาของแวร์ทายว่ามนุษย์ประหลาด บ้างพอรุดเข้ามาในเมืองก็เร่งรีบเดินไปหาซื้อปัจจัยที่ต้องการ พอซื้อเสร็จก็เดินจ้ำอ้าวมิใส่ใจอันใดข้างทาง
บ้างก็นั่งนิ่งเงียบไม่พูดอันใดเป็นชั่ววันพอจะลุกก็ลุกหมายออกเดินทางจากไปทันที
นักเดินทางซกมก ผู้มีนามว่าแวร์ทาย ได้มานั่งข้างต้นมะพร้าวอยู่หลายชั่วยาม
กำลังเพลิดเพลินกับเสียงเจี้ยวแจ้วสนทนาของผู้คนในตลาดที่ยังไม่สร่างจางไปจากความคึกคัก
พลางพึมพำว่า
"น่องไก่น่องนี้ช่างอร่อยนัก เมื่อดื่มคู่กับเหล้าข้าวโพดขวดนี้ก็รสชาติหวือหวาเข้ากันจริงๆ
เสียอย่างเดียวกินเยอะทีไร มันทำให้ข้ารู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน"
แวร์ทายพึมพำไปกินไป เหลือบตาไปมองเห็นขอทานน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ
"เฮ้สหายน้อย เราท่านนับว่าเป็นชนชั้นกลิ่นไอไม่ผิดกันนัก เอ้ามากินน่องไก่อร่อยๆด้วยกันเราให้ กินเต็มที่เลยยังมีอีกเยอะ"
พลางโยนน่องไก่ไปหนึ่งน่อง
"ไม่เป็นไรนายท่าน ขอบคุณเรามีขนมปังแล้ว" ว่าแล้วก็หยิบมากัดได้คำนึง ก็เร่งร้อนดั่งมีธุระสำคัญใดเร่งรีบไป
แวร์ทาย กลอกตาไปมาอย่างเหนื่อยหน่ายรำพันว่า "ผู้คนนี่แปลกแท้น่องไก่อร่อยๆใยไม่ซื้อหามากินกัน ขนมปังนั้นก็เพียงแค่ดับดับหิวแต่ไม่มองเห็นความฝันถึงเตียงนุ่ม ที่ข้าอยากกลับไปเลยซักนิด
บางทีหากสักวันข้าเหนื่อยหน่ายมีแต่ขนมปัง คงยอมกินตุ๊กแกย่างเสียยังดีกว่า
รึว่าเป็นเพราะพวกพ่อค้าประหลาดที่ชอบยืนตามมุมเมือง คอยกล่าววาจาซ้ำซากพวกนั้นไม่รู้จักคำแนะนำใหม่ๆผู้คนให้ซื้อหากัน"
ครู่ชั่วยามนึงก็ปรากฏกายของนักดนตรีหนุ่มท่าทางขี้โรคเดินแฝงมาในกลุ่มผู้คน แล้วจับจองพื้นที่ว่างเริ่มบรรเลงขลุ่ยในมือ
ใครเลยจะล่วงรู้ว่านักดนตรีท่าทางขี้โรคที่ดูอิดโรยนั้นแม้ไม่เป็นที่สนใจของสายตาผู้คน ท่ามกลางเมืองอันแสนหนาวเหน็บและเหือดแห้งจากรอยยิ้มของผู้คนในเมืองนี้
แต่แวร์ทายนับเป็นสหายหนึ่งเดียวที่คุ้นเคยแม้ไม่เคยกล่าวคำทักทาย
ผู้คนส่วนมากในเมืองต่างถูกประนามจากสายตาของแวร์ทายว่ามนุษย์ประหลาด บ้างพอรุดเข้ามาในเมืองก็เร่งรีบเดินไปหาซื้อปัจจัยที่ต้องการ พอซื้อเสร็จก็เดินจ้ำอ้าวมิใส่ใจอันใดข้างทาง
บ้างก็นั่งนิ่งเงียบไม่พูดอันใดเป็นชั่ววันพอจะลุกก็ลุกหมายออกเดินทางจากไปทันที
ตัวอย่างงานเขียน เชิงปรัชญาข้อคิด
ทุกข์สุขล้วนต้องเจอแต่อยู่ที่มองอะไร
มนุษย์เรานั้น ความทุกข์คือสิ่งที่ทุกคนล้วนแต่ต้องเจอ แต่ทว่า กลับมีบางคนที่อาจเคยเข็ดขยาดจากเรื่องร้ายๆหรือยังรู้สึกบอบช้ำไม่หายดี
คนเหล่านี้หลายคนง่ายที่จะมองโลกในแง่ลบ
พวกเขามักจะคิดว่าชีวิตทำไมมันช่างมีแต่ความทุกข์ ที่มนุษย์ต้องเผชิญคิดถึงอดีต
จากนั้นก็พะวงถึงสิ่งต่างๆ จิตใจเฝ้าจับตาสังเกตุการเกิดขึ้นของความทุกข์ที่ต้องเป็นไปตามวัฐจักร ไม่ว่าการสูญเสียพรากจาก การล้างรา การเจ็บไข้ได้ป่วย การชรา และความตาย
พะวงที่จะจับจ้องแต่ด้านนึงของโลกที่ตนเองกลัวว่าเมื่อไหร่จะมาถึง
กังวลจดจ้อง ดั่งจิตที่แอบหมกมุ่นลึกๆภายใน สะกดจิตตนเองโดยไม่รู้ตัวอยู่ภายใน
การทำเช่นนี้จะทำให้จิตใจตกอยู่แต่ในบรรยากาศด้านลบของโลกนี้ โดยที่ลืมมองไปว่าโลกนี้ยังมีด้านบวก ยังมีเรื่องดีๆอีกมากที่สลับเข้ามาให้ได้ดื่มด่ำ ชื่นชม
แท้ที่จริงแล้วเรื่องร้ายๆนั้น มิได้ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนตลอดไป
ชีวิตเมื่อพบความทุกข์ก็ย่อมมีจังหวะได้พักจากความทุกข์ หรือแม้แต่มีสุขสลับเข้ามาบ้าง
เวลาของชีวิตนั้นยาวนานมากพอที่จะได้มีช่วงสลับพักเจออย่างอื่น และมีเรี่ยวแรงพอที่จะรับความทุกข์ต่างๆได้เสมอเมื่อเรียนรู้ที่จะเติมพลัง
เพราะชีวิตคือเรื่องราวที่ครบรส ได้เกิดมาเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ
ได้ฝึกฝนและพยายาม และท้ายที่สุดผู้ที่สามารถเข้าใจความทุกข์นั่นต่างหากที่จะเป็นผู้เข้าใจคุณค่าของสิ่งต่างๆ
ผู้ที่สามารถยืนหยัดได้บนโลกที่วนเวียนทั้งทุกข์สุขนี้ จะเป็นผู้ที่สามารถทำในสิ่งที่สร้างสรรค์สามารถช่วยเหลือได้ทั้งตนเองและผู้อื่น
ชีวิตของมนุษย์เรามิใช่จะต้องมีแต่ความสุขด้านเดียว แต่ความทุกข์นั้นล่ะ ที่จะส่งเสริมเป็นส่วนผสมให้จิตใจของเรามีพลัง
วันที่ฝนตกยังมีวันที่ฟ้าใส มีทุกข์ก็มีสุขปะปนกันไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้เวลาตั้งใจทำในสิ่งที่ดีมีค่า ต่อชีวิตนั่นต่างหากที่ควรนำจิตไปจดจ่ออย่างสำคัญที่สุด
ตัวอย่างบทความ วงการดูแลเด็กเล็ก
บทความการดูแลเด็กเล็กเป็นบทความที่จะต้องใช้ความเข้าใจ ในโลกของเด็ก และต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้รับข้อมูลที่จะต้องได้ข้อมูลที่ ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายหรือจิตใจของเด็ก และความปลอดภัยอยู่เสมอ
ตัวอย่างบทความ1
ไม่ทดสอบพรากของรักไปจากเด็ก
การหยอกเย้าเด็กด้วยการแกล้ง ให้เด็กรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียหรือพรากจาก เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อโครงสร้างของจิตใจเด็ก
ไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่รู้สึกสนุกกับการหยอกเด็ก หรือไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่อยากพิสูจน์อยากทดสอบ ว่าเด็กรักในตัวบุคคลหรือในวัตถุนั้นๆ อยู่มากแค่ไหน เห็นแล้วรู้สึกชอบใจ ที่เด็กมีความรักให้กับสิ่งเหล่านั้น
การจะทำเรื่องนี้ หากจะทำเพื่อการกระตุ้นให้เด็กรู้สึกตระหนักหวงแหนมากยิ่งขึ้น หรือรักมากยิ่งขึ้น จะต้องกระทำโดยมีแบบแผนมีความเหมาะสมมีวิจารณญาณ และมีวิธีที่ถูก ไม่ทำพร่ำเพรื่อและต้องทำเพื่อการสอนสั่ง มิใช่ทำเพื่อเล่นสนุก
และควรทำอย่างเหมาะสมกับสภาพความเปราะบางของเด็ก ไม่ควรใช้วิธีที่เข้มข้นแรงเกินไป
เมื่อทำลงไปแล้ว ต้องชี้แจงสิ่งที่สอน ให้เขาเข้าใจด้วย เช่น ในเด็กที่มีพฤติกรรมไม่รักษาของชอบทิ้งขว้างของ ให้เข้าใจว่าสิ่งของมีโอกาสที่จะหายได้อย่างไร และเวลาที่ของหาย รู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งของอย่างไร
หรือในเด็กที่มีพฤติกรรม เกเร ไม่เหมาะเข้ากับผู้คน ก็ต้องสอนหลังจากให้บทเรียนด้วยว่า ในยามที่ผู้คนหนีเลี่ยงออกห่างจากเด็กนั้นเพราะอะไร
เพราะหากกระทำลงไปอย่างปราศจากแบบแผนที่ดี ทำลงไปแล้วปล่อยให้เด็กเสียใจฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวกลไกลระบบความคิดของเด็กอาจจะผลิตโครงสร้างผิดๆมาประกอบกับเหตการณ์ได้หรืออาจมีความผูกใจ เพิ่มจิตนิสัยเกรี้ยวกราด หรือมีลักษณะของความวิตกกังวล เพิ่มขึ้น
ความรักความหวงนั้น เป็นเรื่องที่มีทั้งรูปแบบที่มีข้อดี และรูปแบบที่มีข้อเสีย การฝึกให้เด็กกลายเป็นคนที่หวงของมากๆ อย่างขาดวิจารณญาณแยกแยะ และความสมเหตสมผลก็เป็นสิ่งไม่ควร
การฝึกให้เด็กผูกใจรักในตัวบุคคล ยึดติดมากๆ จนมีความกลัวความผวาที่จะพรากห่าง นั่นก็เป็นลักษณะที่ไม่ควรเช่นกัน
แม้ว่า พ่อแม่หลายคนจะเชื่อว่าอีกหน่อยพอลูกๆโตขึ้นก็คงจะเข้าใจได้เองและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมได้เองนั้น ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงอยู่ แต่การสร้างปมใดปมหนึ่งที่ผิดปกติขึ้นในวัยเด็กนั้น จะสามารถส่งผลเชื่อมโยงไปในระบบความคิดความอ่าน ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมอื่นๆได้ภายภาคหน้า จากชั้นของจิตสำนึกที่ฝังลงลึกมากตั้งแต่วัยเด็กนั่นเอง
ตัวอย่างบทความ2
การเลือกเสื้อผ้าแต่ละฤดูให้กับเด็ก
การเลือกสรรเครื่องแต่งกายให้กับเด็กในช่วงฤดูกาลต่างๆนั้น อาจจะยังเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายต่อหลายคนละเลยในเรื่องที่มีส่วนต่อโอกาสทางพัฒนาการของเด็กไปอย่างน่าเสียดาย
การเลือกชุดเครื่องแต่งกายในแต่ละฤดูหรือสภาวะอากาศนั้น โดยทั่วไปแล้วในโลกของผู้ใหญ่ ดูจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสักเท่าไหร่ แต่นัยยะที่สำคัญสำหรับโลกของเด็กๆนั้น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งซึ่งมีส่วนที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางความคิด จินตนาการ อารมณ์และอุปนิสัยจิตใจของเด็กๆ ที่อยู่ในวัยอันมีสภาวะของการปลูกฝังและพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่
อีกทั้งประเด็นที่สำคัญนั่นก็คือ เด็กๆไม่สามารถเลือกเสื้อผ้าจัดสรรเสื้อผ้าในแต่ละวันได้ด้วยตนเอง ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้สะดวกเท่าโอกาสและการตัดสินใจของผู้ใหญ่
โดยเฉพาะในเด็กที่ยังเล็กมากๆ ที่ไม่สามารถรายงานให้ผู้ใหญ่ทราบได้ว่า ชุดแต่งกายในวันนั้นส่งผลต่อเค้าอย่างไรบ้าง แตกต่างกับบรรดาผู้ใหญ่ที่สามารถเลือกเสื้อผ้าได้อย่างเข้าใจตัวเองเข้าใจสถานการณ์ได้มากกว่า หากตระหนักถึงข้อนี้ผุ้ใหญ่จะพึงระวังได้มาก เพราะแม้แต่การซื้อเสื้อผ้าให้ตนเองยังต้องคิดหลายจุดยากที่จะให้ใครคิดแทนได้ ดังนั้นยิ่งต้องเข้มงวดในการเลือกสรรให้กับลูก
นอกจากนี้เด็กในช่วงอายุ4-7ขวบ บางครั้งยังเลือกที่จะอยากใส่เสื้อผ้าตัวโปรดที่เขาชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นสีสันลวดลาย หรือมีลายตัวการ์ตูนตัวโปรด โดยยอมที่จะอดทนกับความรู้สึกสวมใส่ไม่ค่อยสบาย หรือแม้แต่ใส่แล้วไม่สอดคล้องกับสภาพอากาศด้วย
ผลกระทบเหล่านี้ อาจกลายเป็นปัญหาได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผดผื่นคัน อาการทางผิวหนัง ที่เกิดขึ้นจากชนิดของเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูร้อน ซึ่งอาจหนาไปหรือเป็นเพราะใยผ้าสังเคราะห์ที่ขัดขวางการระบายอากาศ รวมไปถึงการแพ้ชนิดของใยผ้า
อีกทั้งยังมีเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูหนาว เช่นเสื้อผ้าที่ดูผิวเผินภายนอกเหมือนเสื้อผ้าที่หนา อบอุ่น แต่กลับซึมซับความเย็นหรือปล่อยผ่านความเย็น จนเกิดปัญหาทางสุขภาพ
นอกจากนี้ยังมีกรณีของเสื้อผ้าที่ช่วยในเรื่องของการปรับสภาพทางอากาศ แต่กลับมีปัญหาในเรื่องทำความสะอาดยากหรือมีขนละอองที่ก่อภูมิแพ้ได้ หรือสะสมสารเคมี ตกค้างได้ง่าย
หากลักษณะอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหรือชัดเจน ก็ยังเป็นเรื่องพอที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนได้ทันในกรณีของพ่อแม่ที่มีความสนใจสังเกตมากพอ
แต่หากลักษณะอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนรุนแรง ให้ปรากฏพบเห็นตรวจสอบได้โดยง่าย และมีการค่อยๆสะสมผลเสีย บั่นทอนแทรกซึม นี่ก็จะกลายเป็นภัยเงียบให้แก่เด็กอย่างน่าเป็นห่วง
การมีปัญหาทางสุขภาพหรือการสวมใส่ไม่สบายตัว นอกจากจะบั่นทอนทางร่างกายแล้ว ยังรบกวนภาวะอารมณ์ของเด็กๆ สะสมความรำคาญ ความเครียด ซึ่งต่อผลกระทบด้านลบไปยัง สมาธิและจินตนาการสร้างสรรค์ ทั้งยังส่งผลกับอุปนิสัยได้อีกด้วย
ดังนั้นแล้วการเลือกสรรเสื้อผ้าให้กับเด็ก ผู้ปกครองควรพิจารณามีหลักการเลือกและ แยกประเภทออกให้เหมาะสม
อย่างเช่น เสื้อผ้าที่มีความสวยงามหรือเป็นที่ถูกใจสำหรับเด็กๆหรือผู้ปกครอง หากมีลักษณะกับการสวมใส่ที่ไม่รองรับสภาพอากาศ รองรับสุขอนามัย รองรับการสวมใส่เป็นเวลานาน ก็ควรแบ่งให้เป็นชุดสำหรับไว้ใส่ในบางโอกาสที่เหมาะสมและระยะเวลาที่เหมาะสม อาจจะให้ลูกๆได้ใส่บ้างเพื่อกระตุ้นความสนุกสนานมีชีวิตชีวา
เสื้อผ้าใดที่เหมาะกับการรองรับสภาพอากาศแต่ละแบบแต่ละระดับของอุณภูมิ ก็ควรคัดเลือกให้สอดคล้องและสังเกตอย่างถี่ถ้วนอย่ามองเพียงผิวเผินภายนอก
เสื้อผ้าใดที่เหมาะสมกับการสวมใส่ในระยะเวลานาน มีการคลุกคลีมาก มีการสัมผัสใกล้ชิดใบหน้าและระบบทางเดินหายใจมาก ก็ควรเน้นในเรื่องของสุขอนามัยเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ยังควรพิจารณา ในเรื่องของกระบวนการซักทำความสะอาด การเลือกใช้สารเคมี ที่เหมาะสม
เพียงเท่านี้คุณจะได้รับความคุ้มค่าที่ได้รับกลับมาจากการใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ ซึ่งส่งผลดีอย่างเป็นประโยชน์ให้กับชีวิตน้อยๆที่คุณรักได้อย่างมากมาย อย่างที่ใครหลายคนอาจนึกไม่ถึงและละเลยไปกับช่วงเวลาสำคัญทางพัฒนาการอย่างน่าเสียดายเลยทีเดียว
ตัวอย่างบทความ1
ไม่ทดสอบพรากของรักไปจากเด็ก
การหยอกเย้าเด็กด้วยการแกล้ง ให้เด็กรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียหรือพรากจาก เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อโครงสร้างของจิตใจเด็ก
ไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่รู้สึกสนุกกับการหยอกเด็ก หรือไม่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่อยากพิสูจน์อยากทดสอบ ว่าเด็กรักในตัวบุคคลหรือในวัตถุนั้นๆ อยู่มากแค่ไหน เห็นแล้วรู้สึกชอบใจ ที่เด็กมีความรักให้กับสิ่งเหล่านั้น
การจะทำเรื่องนี้ หากจะทำเพื่อการกระตุ้นให้เด็กรู้สึกตระหนักหวงแหนมากยิ่งขึ้น หรือรักมากยิ่งขึ้น จะต้องกระทำโดยมีแบบแผนมีความเหมาะสมมีวิจารณญาณ และมีวิธีที่ถูก ไม่ทำพร่ำเพรื่อและต้องทำเพื่อการสอนสั่ง มิใช่ทำเพื่อเล่นสนุก
และควรทำอย่างเหมาะสมกับสภาพความเปราะบางของเด็ก ไม่ควรใช้วิธีที่เข้มข้นแรงเกินไป
เมื่อทำลงไปแล้ว ต้องชี้แจงสิ่งที่สอน ให้เขาเข้าใจด้วย เช่น ในเด็กที่มีพฤติกรรมไม่รักษาของชอบทิ้งขว้างของ ให้เข้าใจว่าสิ่งของมีโอกาสที่จะหายได้อย่างไร และเวลาที่ของหาย รู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งของอย่างไร
หรือในเด็กที่มีพฤติกรรม เกเร ไม่เหมาะเข้ากับผู้คน ก็ต้องสอนหลังจากให้บทเรียนด้วยว่า ในยามที่ผู้คนหนีเลี่ยงออกห่างจากเด็กนั้นเพราะอะไร
เพราะหากกระทำลงไปอย่างปราศจากแบบแผนที่ดี ทำลงไปแล้วปล่อยให้เด็กเสียใจฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวกลไกลระบบความคิดของเด็กอาจจะผลิตโครงสร้างผิดๆมาประกอบกับเหตการณ์ได้หรืออาจมีความผูกใจ เพิ่มจิตนิสัยเกรี้ยวกราด หรือมีลักษณะของความวิตกกังวล เพิ่มขึ้น
ความรักความหวงนั้น เป็นเรื่องที่มีทั้งรูปแบบที่มีข้อดี และรูปแบบที่มีข้อเสีย การฝึกให้เด็กกลายเป็นคนที่หวงของมากๆ อย่างขาดวิจารณญาณแยกแยะ และความสมเหตสมผลก็เป็นสิ่งไม่ควร
การฝึกให้เด็กผูกใจรักในตัวบุคคล ยึดติดมากๆ จนมีความกลัวความผวาที่จะพรากห่าง นั่นก็เป็นลักษณะที่ไม่ควรเช่นกัน
แม้ว่า พ่อแม่หลายคนจะเชื่อว่าอีกหน่อยพอลูกๆโตขึ้นก็คงจะเข้าใจได้เองและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมได้เองนั้น ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงอยู่ แต่การสร้างปมใดปมหนึ่งที่ผิดปกติขึ้นในวัยเด็กนั้น จะสามารถส่งผลเชื่อมโยงไปในระบบความคิดความอ่าน ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมอื่นๆได้ภายภาคหน้า จากชั้นของจิตสำนึกที่ฝังลงลึกมากตั้งแต่วัยเด็กนั่นเอง
ตัวอย่างบทความ2
การเลือกเสื้อผ้าแต่ละฤดูให้กับเด็ก
การเลือกสรรเครื่องแต่งกายให้กับเด็กในช่วงฤดูกาลต่างๆนั้น อาจจะยังเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายต่อหลายคนละเลยในเรื่องที่มีส่วนต่อโอกาสทางพัฒนาการของเด็กไปอย่างน่าเสียดาย
การเลือกชุดเครื่องแต่งกายในแต่ละฤดูหรือสภาวะอากาศนั้น โดยทั่วไปแล้วในโลกของผู้ใหญ่ ดูจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสักเท่าไหร่ แต่นัยยะที่สำคัญสำหรับโลกของเด็กๆนั้น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งซึ่งมีส่วนที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางความคิด จินตนาการ อารมณ์และอุปนิสัยจิตใจของเด็กๆ ที่อยู่ในวัยอันมีสภาวะของการปลูกฝังและพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่
อีกทั้งประเด็นที่สำคัญนั่นก็คือ เด็กๆไม่สามารถเลือกเสื้อผ้าจัดสรรเสื้อผ้าในแต่ละวันได้ด้วยตนเอง ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้สะดวกเท่าโอกาสและการตัดสินใจของผู้ใหญ่
โดยเฉพาะในเด็กที่ยังเล็กมากๆ ที่ไม่สามารถรายงานให้ผู้ใหญ่ทราบได้ว่า ชุดแต่งกายในวันนั้นส่งผลต่อเค้าอย่างไรบ้าง แตกต่างกับบรรดาผู้ใหญ่ที่สามารถเลือกเสื้อผ้าได้อย่างเข้าใจตัวเองเข้าใจสถานการณ์ได้มากกว่า หากตระหนักถึงข้อนี้ผุ้ใหญ่จะพึงระวังได้มาก เพราะแม้แต่การซื้อเสื้อผ้าให้ตนเองยังต้องคิดหลายจุดยากที่จะให้ใครคิดแทนได้ ดังนั้นยิ่งต้องเข้มงวดในการเลือกสรรให้กับลูก
นอกจากนี้เด็กในช่วงอายุ4-7ขวบ บางครั้งยังเลือกที่จะอยากใส่เสื้อผ้าตัวโปรดที่เขาชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นสีสันลวดลาย หรือมีลายตัวการ์ตูนตัวโปรด โดยยอมที่จะอดทนกับความรู้สึกสวมใส่ไม่ค่อยสบาย หรือแม้แต่ใส่แล้วไม่สอดคล้องกับสภาพอากาศด้วย
ผลกระทบเหล่านี้ อาจกลายเป็นปัญหาได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผดผื่นคัน อาการทางผิวหนัง ที่เกิดขึ้นจากชนิดของเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูร้อน ซึ่งอาจหนาไปหรือเป็นเพราะใยผ้าสังเคราะห์ที่ขัดขวางการระบายอากาศ รวมไปถึงการแพ้ชนิดของใยผ้า
อีกทั้งยังมีเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมกับฤดูหนาว เช่นเสื้อผ้าที่ดูผิวเผินภายนอกเหมือนเสื้อผ้าที่หนา อบอุ่น แต่กลับซึมซับความเย็นหรือปล่อยผ่านความเย็น จนเกิดปัญหาทางสุขภาพ
นอกจากนี้ยังมีกรณีของเสื้อผ้าที่ช่วยในเรื่องของการปรับสภาพทางอากาศ แต่กลับมีปัญหาในเรื่องทำความสะอาดยากหรือมีขนละอองที่ก่อภูมิแพ้ได้ หรือสะสมสารเคมี ตกค้างได้ง่าย
หากลักษณะอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหรือชัดเจน ก็ยังเป็นเรื่องพอที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนได้ทันในกรณีของพ่อแม่ที่มีความสนใจสังเกตมากพอ
แต่หากลักษณะอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนรุนแรง ให้ปรากฏพบเห็นตรวจสอบได้โดยง่าย และมีการค่อยๆสะสมผลเสีย บั่นทอนแทรกซึม นี่ก็จะกลายเป็นภัยเงียบให้แก่เด็กอย่างน่าเป็นห่วง
การมีปัญหาทางสุขภาพหรือการสวมใส่ไม่สบายตัว นอกจากจะบั่นทอนทางร่างกายแล้ว ยังรบกวนภาวะอารมณ์ของเด็กๆ สะสมความรำคาญ ความเครียด ซึ่งต่อผลกระทบด้านลบไปยัง สมาธิและจินตนาการสร้างสรรค์ ทั้งยังส่งผลกับอุปนิสัยได้อีกด้วย
ดังนั้นแล้วการเลือกสรรเสื้อผ้าให้กับเด็ก ผู้ปกครองควรพิจารณามีหลักการเลือกและ แยกประเภทออกให้เหมาะสม
อย่างเช่น เสื้อผ้าที่มีความสวยงามหรือเป็นที่ถูกใจสำหรับเด็กๆหรือผู้ปกครอง หากมีลักษณะกับการสวมใส่ที่ไม่รองรับสภาพอากาศ รองรับสุขอนามัย รองรับการสวมใส่เป็นเวลานาน ก็ควรแบ่งให้เป็นชุดสำหรับไว้ใส่ในบางโอกาสที่เหมาะสมและระยะเวลาที่เหมาะสม อาจจะให้ลูกๆได้ใส่บ้างเพื่อกระตุ้นความสนุกสนานมีชีวิตชีวา
เสื้อผ้าใดที่เหมาะกับการรองรับสภาพอากาศแต่ละแบบแต่ละระดับของอุณภูมิ ก็ควรคัดเลือกให้สอดคล้องและสังเกตอย่างถี่ถ้วนอย่ามองเพียงผิวเผินภายนอก
เสื้อผ้าใดที่เหมาะสมกับการสวมใส่ในระยะเวลานาน มีการคลุกคลีมาก มีการสัมผัสใกล้ชิดใบหน้าและระบบทางเดินหายใจมาก ก็ควรเน้นในเรื่องของสุขอนามัยเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ยังควรพิจารณา ในเรื่องของกระบวนการซักทำความสะอาด การเลือกใช้สารเคมี ที่เหมาะสม
เพียงเท่านี้คุณจะได้รับความคุ้มค่าที่ได้รับกลับมาจากการใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ ซึ่งส่งผลดีอย่างเป็นประโยชน์ให้กับชีวิตน้อยๆที่คุณรักได้อย่างมากมาย อย่างที่ใครหลายคนอาจนึกไม่ถึงและละเลยไปกับช่วงเวลาสำคัญทางพัฒนาการอย่างน่าเสียดายเลยทีเดียว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)