โดยปรกติแล้ว มันเป็นธรรมดาที่ผู้ว่าจ้างงาน ก็มักอยากจะได้ราคาการจัดจ้างที่ถูกที่สุด ในขณะที่ผู้ทำงานก็อยากจะได้ ราคาที่ดีที่สุด
และก่อนอื่นเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับรายละเอียดต่างๆดังนี้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคำนวณราคาให้เหมาะสมกับเนื้องาน
ต้องเข้าใจรูปแบบของงานก่อนจึงจะตีราคาได้เหมาะสม นายจ้างต้องรู้ก่อนว่างานของตัวเองเป็นลักษณะไหน ก่อนที่จะตั้งราคาค่าจ้างลงไป รวมถึงนักเขียนเองก็ต้องคำนวณให้เหมาะสม ก่อนที่จะเกิดปัญหารับงานไปทำแล้วพบว่าไม่คุ้มราคา จนเกิดปัญหากันภายหลังอย่างเช่นการทิ้งงานเป็นต้น
ดังนั้นขอให้พิจารณา งานที่จะทำด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้
ประเด็นที่1 ความยากง่ายของงาน
ความยากง่ายของงาน ต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นงานสไตล์ไหน ข้อมูลหายากแค่ไหน ข้อมูลมีมากน้อยเพียงใด และข้อมูลจะเริ่มไปตันตรงที่ปริมาณกี่บทความ
เพราะสำหรับบางเรื่องหากว่าไอเดีย มันเริ่มตัน มันก็จะกลายเป็นจากเรื่องง่ายๆกลายเป็นเรื่องยากๆทันที
นอกจากนี้ยังต้องดูด้วยว่า เรื่องราวเหล่านั้นมีประเด็นให้เขียนเยอะหรือไม่ หากว่ามีไม่กี่ประเด็น นักเขียนก็อาจจะถูกเลิกจ้างได้โดยง่ายเมื่องานนั้นได้ประเด็นครบแล้ว
นอกจากนี้เรื่องที่เขียนต้องพิจารณาเรื่อง ความต้องการความแม่นยำของข้อมูลด้วย เพราะหากว่าเป็นเรื่องที่ล่อแหลมชี้เป็นชี้ตายได้ เช่นเรื่องการแพทย์ เรื่องการทานยา เรื่องการดูแลเด็กอ่อน เหล่านี้เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงในการรับงานหากว่าท่านไม่รู้จริง อย่านั่งเทียนเขียนเพราะมันจะเป็นภัยต่อสังคม
แม้ว่าจะมีข้อมูลให้หาอ่านได้ในเนท แต่ทว่าหลายๆอย่างนั้นมันมีผลข้างเคียง และมันมีรูปแบบเฉพาะในการใช้ อีกทั้งมันต้องมีข้อมูลเสริมข้อมูลกำกับอีกมาก ดังนั้นจึงอย่าเสี่ยงดีกว่า
นอกจากนี้ในเรื่องความยากง่ายนั้น ต้องพิจารณาถึง วงการที่จะเขียนอีกด้วย
หากเป็นเรื่องที่ต้องเขียนไปด้วยและ ต้องขับไอเดียด้วยพลังล้นเหลือ นี่ย่อมหมายถึงความยากมากขึ้น
ต้องตระหนักว่าคนเราอาจจะขับไอเดียดีๆออกจากสมองได้โดยง่าย แต่หากต้องขับไอเดียแบบจงใจขับออกมา แถมยังต้องเอาออกมารองรับงานหลายๆบทความต่อวัน สมองจะเกิดอาการล้าเอาง่ายๆและสะสมหลายวันเข้า จะถึงจุดที่หัวสมองเกิดอาการมึนตื้อ ได้แน่นอน
ต้องพิจารณากันให้แน่เสียก่อนว่า เป็นบทความแบบไหนระดับใด
(เรื่องของ ระดับบทความ สามารถหาอ่านได้ในบล๊อคนี้)
งานแต่ละงานมีค่าวิชาชีพไม่เหมือนกัน
งานบางงานเป็นเพียงการหาข้อมูลในเนทมาเขียน ลอกบ้า งก๊อปปี้บ้าง รีไรท์บ้าง นำมาเล่าใหม่บ้าง
งานบางงานต้องอาศัยความสามารถส่วนตัวที่สั่งสมมาในการ วิเคราะและจับประเด็นของเนื้อหา
งานบางงานต้องอาศัยวิชาความรู้ส่วนตัวที่สั่งสมเหนื่อยยากร่ำเรียนมา
งานบางงานต้องใช้สมองใช้ไอเดียครีเอทออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งทำให้จะไปยึดเอาราคาในงานหนึ่งและไปสั่งให้นักเขียนทำอีกงานหนึ่ง ก็มักจะไปกันไม่ยืนยาว
อย่างเช่นนายจ้างบางท่าน ประกาศจ้างใน ราคาแบบ งานเขียนแบบรีไรท์ ซึ่งจะอยู่ในระดับ100ตัวอักษร ต่อ10-15บาท
แต่จะเอาเนื้อหาแบบให้นักเขียน ครีเอทคิดขึ้นเองใช้ไอเดียกลั่นกรองสมองขึ้นมาเอง ต้องการบทความคุณภาพเข้มข้น นั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะนักเขียนที่สามารถเขียนบทความระดับนั้น ได้ย่อมมีทางเลือกอยู่มากมายที่ดีกว่า
ประเด็นที่2 ภาษาที่ใช้
มีผู้ว่าจ้างหน้าใหม่หลายคน ที่ยังไม่เข้าใจสังคมของวงการ จัดจ้างนักเขียน ซึ่งโดยสภาพการณ์ทั่วไปแล้ว บทความที่ใช้ภาษาต่างประเทศ จะมีราคาที่สูงขึ้นไปอีกระดับ ซึ่งบรรดานักเขียนที่สามารถเขียนบทความต่างประเทศได้ คนกลุ่มนี้จะได้รับงานเข้าและค่าจ้างเยอะและมีงานสม่ำเสมอ มักจะไม่เหลือคนที่ให้นายจ้างหาเอาราคาถูกๆได้
ดังนั้นนายจ้างควรสืบราคาให้ดีก่อนทำการประกาศจ้าง เพราะสมัยนี้เพียงแค่รับจ้างแปลบทความก็มีราคาในระดับ ที่ไม่ใช่ถูกๆ
และยิ่งจะให้นักเขียนเขียนบทความขึ้นเองแล้วยังต้องเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
ยิ่งเป็นเรื่องยากไปใหญ่ที่ นายจ้างจะหานักเขียนแบบนี้ได้ในราคาถูกๆ
ประเด็นที่3 นักเขียนที่รับงานราคาถูกๆมีไหม จะหาได้ที่ไหน
ตามสภาพการณ์ความเป็นจริงนั้น นักเขียนที่รับงานราคาถูกๆกว่าทั่วไป มักจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ผู้ว่างงาน หรือผู้ที่อยากมีรายได้พิเศษพยายามผลักดันตัวเองให้ทำงานนี้ได้
แต่ทว่าความเป็นจริงก็คือ แรกๆนักเขียนแบบนี้จะดีใจที่ได้งาน และจะตั้งใจทำงาน แต่ เมื่อนักเขียนเหล่านี้เกิดความชำนาญพอ และเริ่มรู้เรื่องรู้ราว ช่องทางในวงการนี้ นักเขียนเหล่านี้จะพบโอกาศใหม่สองทาง
นั่นก็คือ
1. เขียนเองทำเว็บเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอน หากนักเขียนคนนั้นเขียนได้เก่งและเขียนได้เยอะต่อวัน เขาย่อมจะพิจารณาถึงการมีเว็บเป็นของตัวเอง การมีบทความที่ฝังยาวนานอยู่ในเว็บตัวเอง
นั้นมันดีมากกว่า และมีโอกาศหารายได้ ได้ยืนยาวกว่า การจะเขียนเอาไปแลกกับเงินไม่กี่บาทต่อบท แล้วสูญเสียบทความไป ทำงานผ่านวันผ่านเดือนโดยที่ไม่มีบทความเป็นของตัวเอง
การสะสมบทความมาทำเวปของตนเองจึงเป็นช่องทางที่ น่าสนกว่ามาก เว้นแต่เขาจะได้ค่าจ้างที่พอใจจริงๆ
2.นักเขียนที่มีความเก่งขึ้น มักจะได้โอกาศดีๆเข้ามาอย่างรวดเร็วและถึงตัว เพราะงานนี้มันคืองานที่ไม่ต้องอ้างวุฒิปริญญา แต่มันคืองานที่ เนื้องานดีหรือไม่ดี ผู้คนก็ดูเอาได้เห็นๆจากสายตา ดังนั้นเปรียบดั่งมีกระบี่อยู่ที่มือ สามารถไปเขียนตัวอย่างให้นายจ้าง ที่ให้ค่าจ้างดีๆ รายอื่นๆต้องการตัวได้โดยง่าย
และนักเขียนดีๆมักจะมีงาน ที่เสนอค่าจ้างให้สูงกว่า เข้ามาเสมอ ดังนั้นความเป็นจริงก็คือ แทบไม่มีนักเขียนคนไหนที่ยอมอยู่ในงานที่กดราคา ได้นาน เมื่อมีโอกาศก็ย่อมจากไป และปัญหานี้เป็นปัญหายอดฮิตที่บรรดานายจ้างหลายๆคนมักจะบ่นเสมอ เกี่ยวกับเรื่องนักเขียนชอบหายไปดื้อๆ
ดังนั้นนักเขียนที่จะอยู่รับงานราคาถูกได้มักจะเป็นนักเขียนดังนี้
1.นักเขียนหน้าใหม่ที่รอวันพัฒนาฝีมือ
2.นักเขียนที่มีฝีมือยังไม่เก่ง เขียนพอได้รีไรท์พอได้ แต่สร้างบทความระดับคุณภาพ สร้างชื่อเสียงให้เว็บนำไปแข่งขันกับคู่แข่ง ไม่ได้ แต่แน่นอนว่าแม้ทักษะในระดับรีไรท์ ก็จะทำให้นักเขียนอยากไปรีไรท์ทำเว็บตัวเอง
3.นักเขียน ที่จอมขยันสุดๆ คือ อาจเป็นนักเขียนที่ฝีมือดี แต่ว่ารับงานไว้กับตัวเยอะมาก งานค่าจ้างแพงๆรับไว้เยอะ แต่ยังเห็นว่ามีเวลาเหลืออยู่อีกนิดหน่อย ก็ยอมเอาเวลานั้นมาใส่งานค่าจ้างถูกๆได้ แต่เมื่อใดที่มีค่าจ้างที่ดีกว่าก็มีแนวโน้มที่จะตัดงานค่าจ้างถูกออกไป
และนักเขียนจอมขยันแบบนี้ คุณภาพของงานมักจะมากับความเมื่อยล้า และมีแนวโน้มที่จะเป็นบทความที่ค่อนข้างเล่นง่าย ไม่ปราณีตสร้างสรรค์ เพราะต้องผลิตจำนวนต่อวันมากๆ หรืออาจมีการจัดจ้างทีมงาน คือใช้ชื่อเสียงตัวเองรับหน้าเสื่อ แต่จากนั้นก็ไปจ้างคนทั่วไปอีกที ทำให้บทความไม่ได้เกิดจากฝีมือของคนนั้นอย่างแท้จริง
4.ผู้มีฝีมือในการเขียนแต่ยังหน้าใหม่ในการรับงาน คนเหล่านี้จะมีทักษะดีแต่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ในวงการของ การจัดจ้างงานเขียนบทความ ซึ่งหากเขาได้ทำไปสักระยะเขาจะรู้และเห็นช่องทางได้มากมาย ในระยะเวลาอันรวดเร็วและสุดท้ายเขาก็พบทางไปสู่ที่อื่นที่ดีกว่า
5. นักเขียน ที่สำคัญผิด เข้าใจผิดว่าวงการงานเขียนนี้สามารถใช้รูปแบบตัดราคากันได้
ซึ่งความเป็นจริงแล้วอย่างที่กล่าวก็คืองานเขียนบทความนี้เป็นงานที่นักเขียนผลิตได้จำนวนจำกัด
จะตัดราคาแค่ไหนก็ทำจำนวนได้แค่นั้น และนักเขียนที่เก่งมีฝีมือกันจริงๆ คงไม่ทนอยู่ในสภาพของราคาถูกๆแบบราคาในระดับตัดราคา ได้แน่นอน ดังนั้นรุปการณ์ธรรมชาติของนักเขียนจอมตัดราคาก็คือ นักเขียนที่ด้อยฝีมือและไร้ทางไป
ประเด็นที่4 นายจ้างมักคิดว่านักเขียนมีเยอะจึงกดราคา
ตามความเป็นจริงแล้ว นักเขียนคือมนุษย์ที่มีมือเพียงสองข้าง คน1คนทำงานแค่ไหนก็คือทำได้แค่นั้น
ไม่มีปัญญาไปทำได้เยอะเกินกว่าขีดจำกัดของร่างกาย ไม่สามารถจะเที่ยวแจกราคาถูกๆกวาดต้อนงานเข้าตัวเองหมดได้ นักเขียน1คน หากฝีมือธรรมดาเขียนได้วันละ4บทก็เก่งแล้ว หากฝีมือดีหน่อยก็ประมาณ6-10บทต่อวัน หากยอดมนุษย์หน่อยก็ 15-20บท และต้องมีช่วงพัก
ดังนั้นนักเขียน1คนเมื่อถูกนายจ้างอื่นๆจองตัวไว้แล้ว ก็หมายถึงตลาดนักเขียนถูกลดจำนวนคนลงไปแล้ว
โดยเฉพาะนักเขียนฝีมือดีก็ถูกจัดจ้างยาวกันไปหมด
และนายจ้างมักคิดว่างานเขียนคืองานที่ใครๆก็ทำได้ ใครๆก็อยากได้งานนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำงานแบบนี้ได้ดี ได้ไว และทนระยะยืนตามกำหนดงานได้
และรูปการณ์มักจะออกมาเป็น นายจ้างหน้าใหม่เสาะหานักเขียนราคาถูก แต่ลองเป็นรายๆไปถึงจะรู้
ว่าเจอแบบเขียนไม่เป็นเข้ามาก็มี เจอแบบเขียนมั่วมาก็มี เจอแบบลอกเขามาทั้งดุ้นก็มี
เจอแบบตัดแปะก็มี ส่วนนักเขียนคนไหนที่เริ่มจะเก่งเริ่มจะเป็นงาน นักเขียนเหล่านั้นก็ย่อมจะมีทางไปและจากไปในที่สุด
ในขณะที่ เว็บไซต์ทุกวันนี้ผลิตออกมามากต่อวัน และระบบเนื้อหาคุณภาพก็เริ่มมีส่วนสำคัญขึ้นทุกวัน
เว็บต่างๆที่ต้องการอนาคตอันสดใส ซึ่งแต่ละเว็บต้องใช้บทความจำนวนมาก
และต่างออกล่า นักเขียน ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ นักเขียนที่มีคุณภาพนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่มีเหลืออยู่ทั่วไป
ประเด็นที่5 นักเขียนเก่งๆ มีงานเข้ามามากมาย
โดยปรกติของนักเขียนที่เก่งๆ มีฝีมือ มีความสามารถไปสมัครที่ไหนก็มีแต่คนตกลงจ้างนั้น
คนแบบนี้จะมีงาน ทำเต็มเวลาแทบทั้งวัน และสิ่งที่พวกเขาต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพที่สุดนั่นก็คือ " เวลา" เวลาที่วันนึงต้องทำงานให้ได้หลายชิ้นงาน เท่าที่ไอเดียและร่างกายทำไหวและต้องทำออกมามีคุณภาพด้วย
ซึ่งนี่มักเป็นสิ่งที่นายจ้างบางคนมักไม่เข้าใจ เวลาสั่งงานมักจะบอกให้ทำสิ่งนั้นทำสิ่่งนี้
อย่างเช่นให้หารูปมาติด ให้ทำการแปลงขนาดรูป ให้จัดตัวหนังสือขีดเส้นใต้ ทำตัวหนาตัวเอียงตรงนั้นตรงนี้ และให้เข้าไปเซ็ทบทความลงในเวปให้อีกด้วย เหล่านี้เป็นต้น
ซึ่งหากมองผิวเผินตามประสานายจ้างแล้ว ก็ย่อมที่จะมองว่า การให้ทำอะไรแบบนี้มันไม่ใช่เหนื่อย ไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมายหนักหนาสาหัสสักหน่อย
ดังนั้นจึงให้ทำสิ่งเหล่านี้แถมให้ด้วย โดยที่ราคายังเท่าเดิม
หรืองานบางงานมีการให้หาข้อมูลจากหลายแหล่ง หรือแม้แต่ทำรีวิวถ่ายภาพ และอีกสารพัด
ซึ่งแท้จริงแล้ว นักเขียนที่มีงานเข้ามามาก หากเขามีงานที่ราคาดีแลไม่ต้องจุกจิกอะไร
เอาเพียงแค่บทความส่งไปให้ ไม่ต้องมานั่งปรับแต่งไม่ต้องมานั่งเสียเวลาอะไรให้ยุ่งยาก
บทความแต่ละบทขายความเฉียบคมของสำนวน และขายความสามารถในความรู้และเรียบเรียงเก่งไอเดียดีสนุกน่าอ่าน เขียนได้เร็วและส่งเลย นั่นคืองานที่คล่องตัว ที่นักเขียนจะต้องเน้นรับงานแบบนี้ให้มากที่สุด
และมันเป็นเรื่องยาก
ที่เขาจะมาเจียดเวลานั่งใช้เวลาอยู่กับบทความที่ถูกดึงรั้งเวลาให้มาทำเรื่องจุกจิก เพราะมันย่อมหมายถึง งานอื่นที่คล่องตัวกว่าย่อมถูกงานแบบนี้ดึงรั้งเวลา เสียงานอื่นๆไปด้วย ในขณะที่ไม่มีราคาชดเชยกัน
ดังนั้นหากนายจ้างที่ต้องการให้ทำบทความที่ต้องใช้เวลาในการทำ ก็ควรต้องพิจารณาให้ดีก่อนว่านักเขียนคนนั้น มีเวลาให้พอหรือไม่
เพราะนักเขียนบางคนนั้นขายฝีมือแต่ไม่ได้รับทำงานประดิษฐ์ประดอยที่ต้องใช้เวลา
ดังนั้นต้องหานักเขียนประเภท "ขายเวลา" มาทำ จึงจะเหมาะสมกว่ากับงานในลักษณะแบบนี้
เพราะนักเขียนที่มีงานเข้ามามากย่อมไม่อยากทำงานลักษณะนี้และจะหาทางบอกเลิกทำงานนี้ หรือไม่ก็รอมีโอกาสที่ดีกว่าและจะสลัดงานนี้แน่นอน
ดังนั้น หากนายจ้างต้องการได้นักเขียนบทความคุณภาพ และต้องการให้นักเขียนช่วย ทำรายละเอียดจุกจิกให้ด้วย ก็ควรที่จะต้องบวกราคาเข้าไปด้วย
เพราะนักเขียนทั่วไปคงไม่กล้าที่จะเรียกร้องอะไร คงมีแต่จะหาทางแอบหนีหายจากไปแบบเงียบๆ
ประเด็นที่6 การให้ราคาที่น่าสนใจช่วยสร้างพลังให้บทความ
สิ่งนี้สำคัญมากเพราะมันเป็นเรื่องลับๆที่บรรดานายจ้างมักจะไม่รู้
ซึ่งความลับก็คือ นักเขียนนั้น สามารถผลิตงานได้หลายระดับ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะปล่อยพลังออกมามากเท่าใดและทุ่มเทให้มากแค่ไหน
แทบไม่มีนักเขียนคนไหนที่จะกล้าบอกนายจ้างว่า เขาต้องการราคาแค่ไหนเท่าไหร่เขาถึงจะทำงานให้ดีที่ระดับใด
และโดยทั่วไปแล้ว นักเขียนมักจะพิจารณาด้วยตัวเอง หากค่าจ้างมาราคาถูก และยังให้ทำงานจำนวนมาก นักเขียนก็มีรูปแบบการรับมือคือการทำงานตามราคา
ปล่อยไอเดียไม่มาก ทุ่มเทไม่มาก และทำให้ง่ายและให้เร็วที่สุด
สิ่งที่นายจ้างจะได้ก็คือ บทความที่ไม่มีความโดดเด่นมากนัก
และโดยเฉพาะนายจ้างที่ไม่มีความเข้าใจ ในเรื่องคุณภาพของบทความ และดูไม่ออกว่านักเขียนผู้นั้นสามารถที่จะสร้างสรรค์งานให้เหนือกว่าระดับที่เป็นอยู่ได้
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ที่นายจ้างได้ลงทุนไปสารพัดกับการสร้างเว็บและกับค่าใช้จ่ายต่างๆรวมถึงทำการตลาด แต่กลับลงทุนน้อยเกินไปในค่าจ้างเขียนบทความ
นักเขียนหลายๆคนที่ไม่ได้ต้องการโก่งค่าตัวอะไรมากเกินไป แต่เขาเพียงต้องการราคาที่ยุติธรรม
และแม้ว่า เขาต้องยอมกับการถูกกดราคา สิ่งที่เขาผลิตออกมา ก็ไม่น่ามีแนวโน้มว่าจะมีคุณภาพ
รวมถึงเขาย่อมหาทางใหม่ที่ดีกว่าอยู่เสมอ
สิ่งที่นายจ้างควรทำคือสำรวจราคาทั่วๆไป จากนั้นพิจารณาลักษณะงานให้เข้าใจ
รวบรวมสาระเกี่ยวกับการเขียนบทความ ติดต่อหรือขอคำปรึกษาได้ที่ cannonthai@gmail.com รับเขียนบทความราคามิตรภาพปรับการทำงานยืดหยุ่นได้ตามงบประมาณของผู้ว่าจ้าง หรือสามารถหาซื้อบทความสำเร็จรูป จากหลากหลายนักเขียนได้ที่ articlefast.setmem.com
วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555
จรรยาบรรณสำคัญของนักเขียนบทความแบบรีไรท์
การเขียนบทความในรูปแบบ ของการรีไรท์บทความนั้น
ส่วนหนึ่งต้องยอมรับกันตรงๆล่ะว่าอาศัยการพึ่งพิงแรงสร้างสรรค์จากบทความของผู้อื่น
ไม่ว่าจะรีไรท์แบบคุณภาพแค่ไหนอย่างไรก็ตาม
เราย่อมตระหนักว่าเราได้ทำในสิ่งที่ อาจจะไม่ถูกต้องสักเท่าใดนัก
แม้ว่ากระบวนการนี้อาจเป็นที่ยอมรับของหลายๆผู้คนหรือแม้แต่เจ้าของผลงานเองบางคน ก็อาจจะไม่ว่าอะไรหากว่าการรีไรท์นั้น คือการต่อยอดและไม่ได้ก๊อปปี้
แต่เราก็ต้องตระหนักเสมอว่าอาจมีเจ้าของผลงานที่ไม่พอใจก็มี
เราต้องตระหนักในใจเสมอว่าสิ่งที่เราทำมันคืออะไร
แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะยอมรับในข้อไม่ที่อาจไม่ถูกต้องของเรา
สิ่งที่เราควรคำนึงและยึดมั่นในอย่างน้อยที่สุดให้มันดีขึ้นมาบ้างนั้นก็คือ
1. หากบทความนั้นเป็นเรื่องล่อแหลมต่อชีวิตและความเดือดร้อนของผู้คน อย่างเช่นบทความเกี่ยวกับการทานยารักษาอาการป่วยสำคัญ บทความเกี่ยวกับการแพทย์ที่ล่อแหลมต่อความเป็นตาย
หรือบทความที่เกี่ยวกับสุขภาพ บทความที่เกี่ยวกับข้อกฏหมาย บทความที่เกี่ยวกับการสร้าง การใช้งานในสิ่งที่ส่งผลล่อแหลมได้ หรือจะเป็นบทความอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความรู้ ที่จะต้องลงข้อมูลให้ถูกต้อง ถ้าไปอ่านต้นฉบับมาแบบชุ่ยๆลวกๆ หรือไม่เข้าใจถ่องแท้
แล้วไปรีไรท์ดัดแปลงตัดตอนหรือสรุปใหม่ ในแบบที่เป็นข้อมูลผิดเพี้ยน หรือขาดแหว่งใจความสำคัญ
แล้วล่ะก็ ผู้ที่เขาต้องการการช่วยเหลือแล้วมาเจอบทความรีไรท์ที่แสนอันตรายด้านข้อมูล แล้วเขาไม่รู้และนำไปปรับใช้ จนเดือดร้อน ทั้งชีวิตเขาหรือคนรอบข้างของเขา นั่นล่ะครับ บาปกรรม!
ที่เราก่อขึ้นโดยเราอาจคาดไม่ถึง ว่ามันเดือดร้อนอะไรกับใครบ้าง และโดยเฉพาะขอเถอะครับสำหรับผู้ที่นิยมการสปรินท์บทความ ขอให้คัดเลือกบทความที่ไม่เสี่ยงต่อความเดือดร้อนของผู้คนในทำนองนี้ ขอให้ละเว้นบทความประเภทนั้นเสีย เพราะในยามที่คนฉุกเฉินเร่งด่วนในเรื่องล่อแหลม เรื่องสำคัญจะเป็นจะตายจริงๆแล้วมาเสริจหาข้อมูลดันมาเจอแต่บทความ สปริ้นท์ นั่นช่างเป็นบาปกรรมที่น่าเศร้ามากครับ
2. เวลาที่เรารีไรท์บทความเพื่อส่งให้นายจ้างไปนั้นเราต้องพิจารณาด้วยว่า บทความนั้นหากเป็นเนื้อหาทั่วๆไปก็ส่งไปได้เลย แต่หากบทความนั้นมีเนื้อหาในเชิง ต้องการเครดิตของผู้ที่คิดค้น
อย่างเช่นเป็นบทความในเชิงคิดค้น ไอเดียสำคัญๆ เราไม่ควรจะแอบอ้างนำชื่อของเราใส่ลงไป
หรือไปเขียนทำนองว่าเราเป็นผู้คิดเราเป็นผู้สอน
จะให้ดีเราควรจะให้เครดิตของผู้ที่คิดข้อมูลเหล่านั้น หรือหากไม่ได้ให้เครดิตเขาไว้ก็ควรละไว้ในทางที่ไม่ได้ไปทึกทักอะไรว่าเป็นของเรา
วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555
การจัดเกรดคุณภาพของบทความ ทั้งแบบเขียนเองและแบบรีไรท์
เรื่องของระดับของคุณภาพบทความและรูปแบบการคัดลอกทำซ้ำดัดแปลง และรีไรท์บทความ รวมไปถึงการกำเนิดบทความใหม่ในรูปแบบต่างๆ นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญประเด็นหนึ่งที่นักเขียนบทความควรทำความเข้าใจ และแยกแยะให้ออก
ในปัจจุบันความต้องการบทความนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากขึ้นทุกที
ในยุคที่สื่อออนไลน์ในอินเทอร์เนทเป็นสิ่งจำเป็นไปแล้วสำหรับชีวิตผู้คน
หลายคนเป็นนักเรียนนักศึกษาต้องทำรายงานส่ง
หลายคนจำเป็นต้องมีเวปไซต์ประจำตัวของตัวเอง หลายองค์กรหน่วยงาน และสถานประกอบการห้างร้านบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องมีเวปไซต์เป็นของตน และหลายคนที่ต้องการหารายได้
จากการสร้างเวปไซต์ที่มีบทความดีๆและอัปเดทอย่างต่อเนื่อง
แต่การเขียนบทความเนื้อหาข้อมูล
ให้ได้ดีนั้น
ไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ในทุกคน
นอกจากจะต้องเหนื่อยแรงกายแล้ว ยังต้องเหนื่อยแรงเค้น
สมองอารมณ์ความคิดอีกด้วยกว่าจะได้บทความแต่ละบท
นอกจากจะพยายามฝึกฝนการเขียนด้วยตัวเองแล้ว
บางคนก็หันไปเลือกใช้วิธีซื้อบทความ
บางคนใช้วิธีจัดจ้างนักเขียนบทความ
และบางคนใช้การลอกบทความ
แต่การลอกบทความนั้น
อันแท้ที่จริงแล้วถือเป็นเรื่องที่สามารถฟ้องร้องกันได้
ซึ่งบางทีแล้วการฟ้องร้องค่าเสียหาย
ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างยิ่งกว่ารายได้ของตัวบทความเองด้วยซ้ำ ในระยะแรกนั้นมักเป็นเรื่องที่ผู้ถูกละเมิดมักจะไม่อยากเหนื่อยตามเอาเรื่องกับใครแต่เมื่อเริ่มมีกรณีตัวอย่างหลายๆกรณี และค่าเสียหายที่ได้รับค่อนข้างเป็นจำนวนพอสมควร
ทำให้ระยะหลังๆมีการติดตามเอาเรื่องกันอย่างไม่ลดละในหลายๆครั้ง
โดยเฉพาะสำหรับเวปไซต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีบริษัทจดทะเบียนด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่เสียหาย
ไม่คุ้มค่ากับการนำบทความที่มาจากการลอกบทความนำมาใช้
การคัดลอกดัดแปลง และรีไรท์บทความ
รวมไปถึงการกำเนิดบทความใหม่ในรูปแบบต่างๆ
นั้นมีหลายลักษณะ
โดย ในที่นี้ผู้เขียนกำหนดเกรดไว้ดังนี้ คือ
วิธีนี้ใช้การก๊อปปี้
แล้วเอามาพาท ลงในเวปของตัวเองแบบตรงๆขโมยดื้อๆเลยโดยไม่ได้ขออณุญาต นี่คือวิธีการที่ทุเรศที่สุด และสะดวกที่สุด วิธีนี้มักใช้กันในเวปที่ทำในลักษณะปั่น
หรือเวปขยะทั้งหลาย
แต่ระยะหลังๆระบบของเสริจเอนจิ้นมีวิธีจัดการกับเวปที่สร้างทีหลังแต่มีบทความซ้ำชาวบ้าน
ด้วยบทลงโทษนานาชนิด อย่างเช่นการให้หลุดออกจากการค้นหาของเสริจเอนจิ้นเป็นต้น
2.
บทความแบบตัดต่อคำ Article editing หรือ AET
การต่อเติมคำ
ใช้การต่อเติมคำตัดตอนคำตัดแปะบางวรรคบางท่อนเพื่อให้แนบเนียน
แต่การทำแบบนี้นั่นคือการทำลายธรรมชาติของอรรถรสในเนื้อหา ทำให้กลายเป็นได้บทความที่มีความตกเกรด
3.บทความแปลงสำนวน
Article adapt phrase หรือADP
ใช้การแปลงสำนวน
ในระดับนี้จะเริ่มยกระดับจากการก๊อปมาเริ่มกลายพัณธ์เป็นการรีไรท์ขึ้นมาระดับนึงวิธีนี้ คือการเล่าเรื่องเรียบเรียงในเนื้อเดียวกัน แต่น้ำไม่เหมือนกัน มีการปรุงแต่งสำนวน
แต่วิธีนี้ผู้รีไรท์จะต้อง มีวาทศิลปในด้านสำนวนที่เก่งกาจจึงจะสามารถ ใส่อรรถรสเข้าไปชดเชย
การตกเกรดของบทความที่เสียรูปธรรมชาติไป
4.บทความปรับแก้ Article
Correction
หรือ ACR
ใช้การแปลงสำนวน
และเรียบเรียงใหม่ และเพิ่มเติมข้อมูล
และเพิ่มคำที่ควรเพิ่มเพื่อให้บทความมีพลังขึ้น
วิธีนี้ก็คือไปเอาบทความของชาวบ้านมาโมดิฟลายอัพเกรด
วิธีนี้จัดว่าเป็นการรีไรท์เต็มระดับ
แต่ผู้เขียนต้องมีความสามารถในการเรียบเรียงที่เก่ง มองเห็นจุดบกพร่องของการเรียบเรียง ของต้นฉบับ
และนำเอามาเรียบเรียงใหม่ เพิ่มคำและภาษาเข้าไป ใส่สำนวนเข้าไปด้วย
อีกทั้งขยายเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนเข้าไปอีกด้วย การรีไรท์ในระดับนี้จะเริ่มต้องใช้สมองมากขึ้น
ค่อนข้างเหนื่อยเช่นกัน แต่ก็ถือว่า ยังเป็นรูปการที่ฉกฉวยงานเขียนของชาวบ้านอยู่ในระดับหนึ่งอยุ่ดี
5.บทความแบบเวอร์ชั่นใหม่
Article newVersion
หรือ ANV
ใช้การอ่านและสรุปทำความเข้าใจและเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับโดยอาศัยองค์ความรู้ที่ได้อ่านจากบทความนั้น
จัดทำการเรียบเรียงและเล่าเรื่องด้วยสไตล์ของตนเอง
การรีไรท์ในระดับนี้เริ่มอยู่ในจุดที่เริ่มจะยอมรับกันได้ในวงการ
ของบทความแต่ทว่า เวลาที่คนอ่านก็จะพบว่าบทความ สองบทความคือการกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน เหมือนดูหนังที่อาศัยตำนานเดียวกันแต่ทำกันคนละเวอร์ชั่น และยังอาศัยรากเหง้าของอีกเวอร์ชั่นมาใช้อีกด้วย
6.บทความแบบเพิ่มคุณภาพ Article
Upgrade
หรือ A-UP
ใช้การรวบรวมอ่านบทความจากหลายแห่งที่เป็นเรื่องในหมวดหมู่ร่วมกัน
นำเอาองค์ความรู้หรือเนื้อหาจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน
วิธีแบบนี้จัดว่าเป็นวิธีที่บทความมีการกำเนิดใหม่
และเริ่มมีส่วนในการช่วยเพิ่มความรู้จรรโลงโลก เริ่มมีประโยชน์ในตัวของมันไม่ซ้ำซากกับสิ่งที่มีอยู่เดิม
เพราะบทความนี้คือการกลั่นกรองความรู้จากหลายแห่ง
นำมาผสมกันกระชับร่วมกันและรวบรวมต่อเนื่องกัน
แต่ผู้เขียนควรมีความฉลาดในเล็งเห็นจุดเชื่อมโยงกัน
และต้องมีสำนวนและสไตล์การเขียนที่มีอรรถรสอีกด้วย
7.บทความจากตัวตน
ความคิด Article Body SENSE หรือ A-SENSE
บทความที่ถ่ายทอดความรู้
ความคิดอ่านมุมมอง จากของตัวเองล้วนๆ ไม่ลอกใคร
อาจจะเหมือนบทความอื่นบ้างแต่ก็ไม่ได้เจตนาตั้งใจ
ซึ่งบทความลักษณะนี้นั้น
มีความกำเนิดเองจากผู้เขียนแทบทั้งหมด ผู้เขียนต้องถ่ายทอดอารมณ์
ความคิด ความรู้สึก ความรู้และจินตนาการเข้าไปล้วนๆ จัดเป็นบทความที่ต้องใช้พลังเป็นอย่างมาก
และยังสามารถเกิดเนื้อหาแปลกใหม่ขึ้นมาได้อีกด้วย
8.บทความแห่งการสรรค์สร้าง Article Creative หรือ ACT
บทความที่อาศัยการศึกษา
การคิดค้น หรือแม้แต่ถึงขั้นทำวิจัย ให้ลึกซึ้งแตกฉานในระดับที่เกิดการผลักดันองค์ความรู้ให้ก้าวเพิ่มมากขึ้น ในเรื่องที่ต้องการเขียน
คิดอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะลงมือเขียนแต่ละบรรทัด หรือหากเป็นบทความประเภท แนวคิดหรือปรัชญาหรืออรรถรสทางจิตใจ ผู้เขียนก็ได้ตั้งใจทำอารมณ์ รวบรวมจิตวิญญาณ ใส่เข้าไปในตอนเขียน
หรือเรื่องที่ต้องใช้จินตนาการ และฟิลลิ่งในการเขียนผู้เขียนก็ได้ เฝ้ารอจังหวะที่จิตใจความคิดมีมากในพลังเหล่านั้นจึงได้ลงมือถ่ายทอดลงไป หรือบางบทความ ที่ต้องอาศัยแม้แต่การเฝ้ารอในสภาวะที่หยั่งรู้ถึงมุมมองเหล่านั้น ก่อนจึงจะลงมือเขียนได้ บทความในระดับนี้ถือว่าเป็นบทความที่มีจิตวิญญาณ อยู่ในบทความและมีคุณภาพในแง่ของความตั้งใจทำอย่างเข้มข้น
จิตวิญญาณสำคัญแค่ไหนต่อการเขียนบทความในเชิงเจาะลึกและต้องการสไตล์
ในชีวิตนี้ของผม
ผมเคยได้พบเจอผู้คน หลายๆคนที่ผู้คนบางคนในสังคมไปเรียกเขาว่าบ้า
เรียกว่าเป็นเอามาก หรือเรียกเขาว่าเพ้อเจ้อ
บางคนบ้ามวย บ้าบอล บ้าวงการนักร้อง บ้าดารา บ้าอิเลคทรอนิกส์ฯลฯ
บางทีชีวิตคนในสังคม
ต่างหากที่อาจบ้าก็ได้ เพราะพวกเราปล่อยให้กระแสจากทีวีวิทยุ
และผู้คนรอบด้านชี้นำเราได้ง่าย ชักจูงให้เราเป็นในสิ่งตามกระแส และค่านิยม
และเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินเพื่อมาสนองค่านิยมต่างๆ
ผ่านวันผ่านปี เด็กเกิดมาเรียน เรียนจบทำงาน รับเงินเดือน หาแฟนแต่งงาน ซื้อของที่ต้องการ และออกงานสังคม แก่มารับบำนาญ เข้าออกโรงพยาบาล และชรารอวันตาย
บางทีหากคุณมีเพียงหลักเท่านี้และในชีวิตไม่มีใจรักต่อเรื่องราวใดๆที่นอกกรอบจากสิ่งเหล่านี้บ้างเลย
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จู่ๆคุณจะมาเข้าถึงจิตวิญญาณของวงการสาขาต่างๆ และบรรยายถ่ายทอดมันได้ เว้นแต่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนบทความประเภทกระแสสังคม หรือเรื่องราวต่างๆในสังคมนิยมส่วนใหญ่ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
แต่หากคุณอยากจะลองเขียนบทความในเรื่องที่ ใช้จิตวิญญาณในสิ่งที่มองไม่เห็นได้ง่ายทั่วไปในสังคม
ซึ่งเป็นเรื่องราวเฉพาะกลุ่มเฉพาะวงสังคมวงการหนึ่งแล้วล่ะก็ คุณต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น
ถ้ารูปแบบความเป็นมาในชีวิตของคุณ
เคยชินเพียงแต่ วัยเด็กตั้งใจเรียน
มีการได้ทำในเรื่องเปิดประสบการณ์อื่นๆเล็กน้อย ไปทัศนศึกษา ชวนเพื่อนชวนกันทำเรื่องสนุกสนานเฮฮา ทำวีรกรรมนู่นนี่ ตามประสาเด็กๆ และวัยรุ่น
ได้เปิดประสบการณ์ด้วยการไปเที่ยวต่างจังหวัด ได้ดูหนังฟังเพลง เที่ยวผับ พอเข้าสู่มหาลัยก็ตั้งใจเรียนและเรียน คบแฟนเกี่ยวก้อยอินเลิฟ จบมาทำงานก็จับจ่ายใช้สอย ไปเที่ยวตากอากาศ
ได้รู้จักผู้คนจากสาขาวิชาชีพนั่นนี่ แล้วจะมาพูดว่าคุณผ่านรสชาติชีวิตมามากและมีประสบการณ์มากแล้วล่ะก็
มันเป็นประสบการณ์ที่คนผู้นั้นต้องไปใช้ชีวิตในรุปแบบนึงจึงจะเข้าใจ
คนที่มักถูกกล่าวคำครหาเหล่านี้ใส่
ส่วนมากก็มักจะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นต่อวงการใดวงการนึง
มีความเข้มข้นต่อโลกส่วนตัวที่เขารักสูง
อาจจะมีอารมณ์รุนแรงหรืออ่อนไหวต่อเรื่องราวนั้นๆบางคนบ้ามวย บ้าบอล บ้าวงการนักร้อง บ้าดารา บ้าอิเลคทรอนิกส์ฯลฯ
ที่ต้องใช้คำว่าบ้านั้น
เพราะบางคนไม่ได้เป็นในลักษณะแค่รักตั้งใจใฝ่ตนในหนทางนั้น
แต่บางคนเป็นเอาหนักแทบทุกลมหายใจ
ไม่ว่าเสื้อผ้ารองเท้า รูปภาพในห้อง คำพูดและการกระทำ
มักจะเป็นสิ่งที่มีแต่สัญลักษณ์ของวงการเหล่านั้นมาเกี่ยวข้อง
เราจะไม่ชี้นำสรุปตอบว่าอะไรมันคือดีไม่ดี
สมควรหรือไม่สมควร
แต่ทว่า
การที่คุณจะเขียนบทความ ที่ต้องการความเข้มข้นทางจิตวิญญาณเข้าไปด้วย
คุณจำเป็นต้องมีในหลายๆสิ่งของคนที่คุณเรียกเขาว่าบ้านั่นล่ะ มามีในตัวคุณ
และเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินเพื่อมาสนองค่านิยมต่างๆ
ผ่านวันผ่านปี เด็กเกิดมาเรียน เรียนจบทำงาน รับเงินเดือน หาแฟนแต่งงาน ซื้อของที่ต้องการ และออกงานสังคม แก่มารับบำนาญ เข้าออกโรงพยาบาล และชรารอวันตาย
นี่ใช่ไหมชีวิตของคนปรกติที่ไม่บ้า
แต่หากคุณอยากจะลองเขียนบทความในเรื่องที่ ใช้จิตวิญญาณในสิ่งที่มองไม่เห็นได้ง่ายทั่วไปในสังคม
ซึ่งเป็นเรื่องราวเฉพาะกลุ่มเฉพาะวงสังคมวงการหนึ่งแล้วล่ะก็ คุณต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น
แน่นอนว่าหลายคนกล่าวไว้ว่าการเขียนบทความคือต้องมี
รูปแบบชีวิตที่หลากหลาย ลุยมารอบด้านพอสมควรบ้างจะทำให้ได้เปรียบในเส้นทางนักเขียน
มีการได้ทำในเรื่องเปิดประสบการณ์อื่นๆเล็กน้อย ไปทัศนศึกษา ชวนเพื่อนชวนกันทำเรื่องสนุกสนานเฮฮา ทำวีรกรรมนู่นนี่ ตามประสาเด็กๆ และวัยรุ่น
ได้เปิดประสบการณ์ด้วยการไปเที่ยวต่างจังหวัด ได้ดูหนังฟังเพลง เที่ยวผับ พอเข้าสู่มหาลัยก็ตั้งใจเรียนและเรียน คบแฟนเกี่ยวก้อยอินเลิฟ จบมาทำงานก็จับจ่ายใช้สอย ไปเที่ยวตากอากาศ
ได้รู้จักผู้คนจากสาขาวิชาชีพนั่นนี่ แล้วจะมาพูดว่าคุณผ่านรสชาติชีวิตมามากและมีประสบการณ์มากแล้วล่ะก็
ผมขอบอกเลยว่ารูปแบบชีวิตแบบนั้นมันช่าง
แสตนดาดร์พื้นฐาน มาก
คุณเคยเอาตัวคุณเองไปสัมผัสโลกในมุมอื่นๆบ้างกี่โลก?
โลกนั้นๆที่คุณเข้าไปสัมผัส
เข้มข้นแค่ไหน มีเนื้อค่าอย่างไร และคุณลุยจนเข้าถึงได้แค่ไหนและนานเท่าใด
คุณลุยจริงหรือเปล่า หรือคุณลุยในสภาพสบายๆตัวสบายกายและแวะชม
คุณเคยมีวงการที่คุณมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าด้วยใจรัก
เอาจริงเอาจังกับมันแบบสุดกู่ในวงการนั้น
มาแบบไหน
เป็นวงการอะไร เข้มข้นแค่ไหนและนานเท่าใด
คุณเคยเอาตัวเองเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของนอื่นๆอย่งจริงจังหรือไม่
สัมผัสชีวิตแบบไหน สัมผัสมันดีแค่ไหน จนเข้าสู่ถึงก้นบึ้งได้เท่าใด
รุ้ลึกเจาะลึกในโลกของเขาได้เพียงใด
เปรียบเปรยไปดั่งวงการนักดนตรี
ที่หลายคนจบมหาลัยดนตรีแต่ไม่สามารถผลิตผลงานเพลงให้โด่งดังได้
นั่นเพราะเขามีแค่ทฤษฎีแต่ยังขาดจิตวิญญาณในจิตใจที่จะมาผลักดันการแต่งเพลงของเขาได้
โดยที่จิตวิญญาณหลายด้านนั้นจำเป็นต้องได้จากประสบการณ์
ที่มันไม่ใช่มีในซีดี
หนังสือ ยูทูปและห้องซ้อมดนตรี มันเป็นประสบการณ์ที่คนผู้นั้นต้องไปใช้ชีวิตในรุปแบบนึงจึงจะเข้าใจ
หาไม่แล้วก็ทำได้แค่เอาสำเนียงเพลงของไอดอล
มามิกส์ผสมผสานตามแนวทางกันไปรอฟลุ๊คเจอสำเนียงที่โดนหูผู้ฟังเท่านั้น
แต่มันจะไม่ใช่เพลงที่เกิดขึ้นจากจิตวิญญาณ
จิตวิญญาณที่ได้จากรูปแบบการใช้ชีวิต
ให้เข้าใจรสชาติของจิตใจในสภาวะการต่างๆ
อย่างแท้จริงมันเป็นจิตวิญญาณคนละแบบกับจิตวิญญาณที่ ไปนั่งบิ้วท์ ฟิลลิ่ง
มโนอุปโลกษณ์ปรุงแต่งทึกทักเอาเอง
นักเขียนก็เช่นกัน
สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องมีมันคือสิ่งเหล่านี้
ในยามที่คุณจะต้องเขียนเรื่องราวที่ต้องใส่อรรถรสแห่งจิตวิญญาณลงไป
ชนิดที่คนในวงการนั้นมาอ่านเจอก็เข้าใจได้อย่างแจ่มชัดในอรรถรสที่เข้มข้นได้ว่าคุณคือ
คนจากโลกของเขาจริงๆ
แต่หากว่าคุณไม่ใช่และพยายามจะฝืนทำแสร้งทำ
เลียนสำเนียงเลียนสำนวนของผู้คนในวงการนั้น
มันอาจจะทำได้แต่มันก็ยากมากๆกว่าที่คุณจะเขียนได้สักบทความ
ซึ่งต่างจากคนที่เขียนออกมาจากธรรมชาติความเป็นจริง
และผลงานที่เฟคออกมาก็อาจ
ใช้ได้อ่านสนุกได้โลดแล่นในโลกนักอ่านได้
แต่มันอาจไม่รองรับความต้องการจากจิตใจของบางคน
และการฝึกเป็นนักเฟคมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายซะด้วย
จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนมาพอสมควร
สำหรับเทคนิคส่วนตัวของผมเองแล้วเวลาที่จะต้องเขียนวงการที่ผมยังไม่มีจิตวิญญาณในโลกเหล่านั้นเพียงพอนัก
แต่ผมก็จะให้เวลาส่วนนึงเพื่อที่จะทำความเข้าใจในโลกแบบนั้นก่อนที่จะเริ่มเขียน
ซึ่งมันก็มักจะออกมาดีกว่า
การไม่ทำขั้นตอนนี้ทุกครั้ง
ดังนั้นการเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณก่อนการเขียนถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากที่นักเขียนไม่ควรละเลย
การเขียนบทความ
การเขียนบทความ
ในโลกของคนเขียนบทความและการเขียนบทความนั้น
ได้มีสถานและองค์กรหน่วยงาน
ต่างๆและสมาคมจากหลายแห่งได้พยายามจะจำกัดนิยามของคำว่าการเขียนบทความแต่สำหรับนิยามในความหมายสำหรับคนเขียนบทความอย่างผมนั้น การเขียนบทความ ก็คือการเขียนข้อมูลเรื่องราวต่างๆลงไป เป็นเรื่องราว ทั้งการบอกเล่า การวิเคราะ การรวบรวมข้อมูล การสอน การวิจารณ์ การรีวิว การรำพัน เหล่านี้เป็นต้น
ซึ่งมันต่างจากนวนิยาย
ที่มีการแยกบทเป็นพระเอกนางเอกมีการเน้นบทคำพูด
มีเรื่องราวที่ยาวต่อเนื่องมากกว่า
และต่างจากการเขียนข่าวประเภทรายงานข่าว
ที่ไม่ใช่บทความข่าวต่างจากการเขียน กวี กลอน
การเขียนบทความนั้นมีรูปแบบที่หลากหลาย
และมีเอกลักษณ์ต่างกันไปในแต่ละบุคคล
มีปัจจัยสำคัญที่ต้องมีร่วมกัน
หรืออาจมีต่างกันไป คนเยนบทความนั้นบางคนมีพรสวรรค์ บางคนต้องแสวง บางคนตั้งใจเล่าเรียนสาขาเหล่านี้มาโดยตรง
บางคนได้มาจากประสบการณ์ชีวิต บางคนเป็นนักคิดและเขาก็ฝึกเขียนได้ง่ายขึ้น
บางคนมีเสียงจากจิตใจและสมองที่เรียกร้องการถ่ายทอด
บางคนผ่านเรื่องราวที่เข้มข้นและหลากหลาย
จึงจัดว่าการเขียนบทความนั้นสามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้จากหลายปัจจัย
อันจะส่งผลในอรรถรสได้แตกต่างกันไป
และสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกฝนหลักปัจจัยต่างๆที่จะช่วย
ให้โอกาสในการมีความสามารถ ของคนเขียนบทความได้นั้น
ก็จะต้องเรียนรู้ปัจจัยข้อต่างๆ ซึ่งท่านสามารถหาอ่านได้ในเวปบล๊อคแห่งนี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)